เดินเร็ว vs เดินช้า แบบไหนดีกว่า? ผลวิจัยชี้คำตอบที่อาจเปลี่ยนสุขภาพคุณ

ผลการศึกษาล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Preventive Medicine เมื่อปี 2025 ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการเดินกับการมีอายุยืนยาว โดยอ้างอิงข้อมูลจากโครงการ Southern Community Cohort Study ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้ติดตามผลผู้เข้าร่วมวิจัยจำนวน 79,856 คน เป็นระยะเวลาประมาณ 16.7 ปี
ผลวิจัยชี้ชัด: ความเร็วมีผลต่อความเสี่ยง
ข้อมูลจากการวิจัยพบประเด็นที่น่าสนใจว่า การเดินด้วยความเร็วสูงเพียงวันละประมาณ 15 นาที มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุที่ลดลงถึงเกือบ 20% ในขณะที่การเดินด้วยความเร็วปกติหรือเดินช้าเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ก็ยังให้ผลลัพธ์ในเชิงบวกโดยช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวได้ประมาณ 4%
การเดินช้าก็มีดี
แม้การเดินเร็วจะมีข้อได้เปรียบในแง่ของประสิทธิภาพ แต่การเดินช้าถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเยี่ยมสำหรับผู้ที่ยังไม่พร้อมออกกำลังกายหนัก เพราะช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวและลดเวลาที่ร่างกายต้องนั่งนิ่งอยู่กับที่ สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก (WHO) ที่ย้ำเสมอว่า การมีกิจกรรมทางกายไม่ว่าจะรูปแบบใด ย่อมดีกว่าการไม่มีกิจกรรมเลย
คำแนะนำจาก WHO และการปรับใช้จริง
WHO ได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้ใหญ่ว่า ควรทำกิจกรรมแอโรบิกระดับปานกลางสัปดาห์ละ 150–300 นาที หรือระดับหนัก 75–150 นาที พร้อมทั้งเสริมด้วยการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ โดยผู้ที่ยังไม่สามารถทำได้ตามเป้าหมาย สามารถเริ่มต้นจากจุดที่ตนเองไหวแล้วค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นตามความพร้อม
- การจัดตารางเวลา: สามารถแบ่งเดินเร็วระดับปานกลางวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน หรือสะสมช่วงเวลาสั้นๆ ให้ครบเป้าหมาย
- ข้อควรระวัง: สำหรับผู้สูงอายุควรเน้นกิจกรรมฝึกการทรงตัวและความแข็งแรง ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับความหนักให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
ท้ายที่สุด งานวิจัยนี้มุ่งหวังให้ข้อมูลเรื่องการเดินเร็ว 15 นาที เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนหันมาขยับร่างกาย ไม่ใช่การมองว่าเป็นสูตรสำเร็จเพียงอย่างเดียวในการยืดอายุขัย การเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับตนเองและทำอย่างสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญของการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว


