ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? ผลวิจัยจากจีนเผยคำตอบที่น่าสนใจ

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Molecular Nutrition & Food Research เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน ประเทศจีน ได้เปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคชาและกาแฟ กับสุขภาพตับในประชากรทั่วไป
ผลการศึกษา: ชา กาแฟ กับสุขภาพตับ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้ที่ดื่มชาในปริมาณตั้งแต่ครึ่งแก้วไปจนถึง 6 แก้วต่อวัน มีแนวโน้มพบตัวชี้วัดความผิดปกติของตับน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่ม โดยมีค่าอัตราส่วนโอกาส (Odds Ratio) อยู่ในช่วง 0.57–0.94 ซึ่งหมายถึงโอกาสพบความผิดปกติลดลงประมาณ 6–43% อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงค่าทางสถิติ และไม่ได้หมายความว่าการดื่มชาจะช่วยลดความเสี่ยงโรคพังผืดในตับได้ในทุกคน
ในส่วนของกาแฟ ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มพบการสะสมของไขมันและธาตุเหล็กในตับสูงเกินเกณฑ์น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า Odds Ratio อยู่ในช่วง 0.47–0.94 หรือคิดเป็นโอกาสที่ต่ำลงประมาณ 53% ในบางกลุ่มเปรียบเทียบ
ความแตกต่างของประโยชน์ต่อตับ
นักวิจัยระบุว่า ชาและกาแฟมีสารประกอบกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ โดยในงานวิจัยนี้พบว่า:
- ชา: มีความสัมพันธ์ที่โดดเด่นกับตัวชี้วัดด้านการอักเสบและภาวะพังผืดในตับ
- กาแฟ: มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับตัวชี้วัดด้านการสะสมของไขมันและธาตุเหล็กในตับ
ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ทางสถิติ ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกที่สุ่มให้ผู้เข้าร่วมดื่มเพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาโดยตรง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเครื่องดื่มชนิดใดดีกว่ากัน หรือควรบริโภคในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสมที่สุดสำหรับทุกคน
ข้อควรระวังและคำแนะนำทางการแพทย์
สมาคมโรคตับแห่งสหรัฐอเมริกา (AASLD) ให้ข้อมูลว่า การดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับที่ลดลงในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง และอาจพิจารณาแนะนำให้ผู้ป่วยบางกลุ่มดื่มได้ตามความเหมาะสม แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดปริมาณที่ชัดเจน
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ออกคำเตือนสำคัญดังนี้:
- ไม่ควรเพิ่มปริมาณการดื่มเพียงเพื่อหวังผลป้องกันโรคตับ
- ควรระวังส่วนผสมในเครื่องดื่ม เช่น น้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม หรือวิปครีม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม
- ไม่ควรใช้ชาหรือกาแฟทดแทนการรักษาหรือยาที่แพทย์สั่ง
- ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับหรือตับอักเสบ ควรปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด

