Siam Ready

ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? ผลวิจัยจากจีนเผยคำตอบที่น่าสนใจ

•อ่าน ~4 นาที • 0 เข้าชม
ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? ผลวิจัยจากจีนเผยคำตอบที่น่าสนใจ
โฆษณา
โฆษณาแทรกในเนื้อหาข่าว
ดูรายละเอียด 728x90
ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? ผลวิจัยจากจีนเผยคำตอบที่น่าสนใจ

ผลการศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Molecular Nutrition & Food Research เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2025 โดยทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน ประเทศจีน ได้เปิดเผยข้อมูลความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคชาและกาแฟ กับสุขภาพตับในประชากรทั่วไป

ผลการศึกษา: ชา กาแฟ กับสุขภาพตับ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้ที่ดื่มชาในปริมาณตั้งแต่ครึ่งแก้วไปจนถึง 6 แก้วต่อวัน มีแนวโน้มพบตัวชี้วัดความผิดปกติของตับน้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่ม โดยมีค่าอัตราส่วนโอกาส (Odds Ratio) อยู่ในช่วง 0.57–0.94 ซึ่งหมายถึงโอกาสพบความผิดปกติลดลงประมาณ 6–43% อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงค่าทางสถิติ และไม่ได้หมายความว่าการดื่มชาจะช่วยลดความเสี่ยงโรคพังผืดในตับได้ในทุกคน

ในส่วนของกาแฟ ผลการศึกษาพบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน โดยผู้ดื่มกาแฟมีแนวโน้มพบการสะสมของไขมันและธาตุเหล็กในตับสูงเกินเกณฑ์น้อยกว่ากลุ่มที่ไม่ดื่มอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า Odds Ratio อยู่ในช่วง 0.47–0.94 หรือคิดเป็นโอกาสที่ต่ำลงประมาณ 53% ในบางกลุ่มเปรียบเทียบ

ความแตกต่างของประโยชน์ต่อตับ

นักวิจัยระบุว่า ชาและกาแฟมีสารประกอบกลุ่มโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ โดยในงานวิจัยนี้พบว่า:

  • ชา: มีความสัมพันธ์ที่โดดเด่นกับตัวชี้วัดด้านการอักเสบและภาวะพังผืดในตับ
  • กาแฟ: มีความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับตัวชี้วัดด้านการสะสมของไขมันและธาตุเหล็กในตับ

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์ทางสถิติ ไม่ใช่การทดลองทางคลินิกที่สุ่มให้ผู้เข้าร่วมดื่มเพื่อเปรียบเทียบผลการรักษาโดยตรง จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเครื่องดื่มชนิดใดดีกว่ากัน หรือควรบริโภคในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสมที่สุดสำหรับทุกคน

ข้อควรระวังและคำแนะนำทางการแพทย์

สมาคมโรคตับแห่งสหรัฐอเมริกา (AASLD) ให้ข้อมูลว่า การดื่มกาแฟมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งตับที่ลดลงในผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง และอาจพิจารณาแนะนำให้ผู้ป่วยบางกลุ่มดื่มได้ตามความเหมาะสม แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดปริมาณที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญได้ออกคำเตือนสำคัญดังนี้:

  • ไม่ควรเพิ่มปริมาณการดื่มเพียงเพื่อหวังผลป้องกันโรคตับ
  • ควรระวังส่วนผสมในเครื่องดื่ม เช่น น้ำตาล น้ำเชื่อม ครีมเทียม หรือวิปครีม ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม
  • ไม่ควรใช้ชาหรือกาแฟทดแทนการรักษาหรือยาที่แพทย์สั่ง
  • ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับหรือตับอักเสบ ควรปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด
ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? ผลวิจัยจากจีนเผยคำตอบที่น่าสนใจ
ชาหรือกาแฟ อะไรดีต่อตับมากกว่ากัน? ผลวิจัยจากจีนเผยคำตอบที่น่าสนใจ
โฆษณา
แบนเนอร์ท้ายบทความ ครอบคลุมทุกสายตา
ดูรายละเอียด 970x250

ข่าวที่เกี่ยวข้อง