หนุ่มวัย 32 ปวดท้องรุนแรง เลือดขาวขุ่นคล้ายนม แพทย์ชี้ตับอ่อนอักเสบจากพฤติกรรมการกิน

เหตุการณ์เตือนภัยสุขภาพครั้งนี้เกิดขึ้นกับชายวัย 32 ปี นามสกุลทราน ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน โดยเขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลประชาชนแห่งที่ 2 เมืองหนิงโปอย่างเร่งด่วนด้วยอาการปวดท้องอย่างรุนแรงและมีอาการปวดร้าวไปถึงแผ่นหลัง โดยเจ้าตัวเปรียบเทียบความเจ็บปวดว่ารู้สึกเหมือนถูกมีดกรีด จนแพทย์ต้องรับตัวเข้ารักษาในห้องไอซียูเนื่องจากอาการอยู่ในขั้นวิกฤต
พฤติกรรมการกินต้นเหตุ
จากการสอบถามครอบครัวพบว่า ก่อนเกิดเหตุชายคนดังกล่าวได้ไปร่วมงานสังสรรค์ติดต่อกันถึง 2 วัน โดยวันแรกรับประทานหม้อไฟมื้อใหญ่กับญาติ ส่วนวันถัดมาไปร่วมวงบาร์บีคิวกับเพื่อนตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงกลางคืนพร้อมดื่มเบียร์ประมาณ 2 ขวด ทั้งนี้ครอบครัวให้ข้อมูลว่าเขาเป็นคนชื่นชอบเนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อติดมันมาก แต่แทบไม่รับประทานผักและผลไม้เลย ทำให้ในช่วง 2 วันดังกล่าวเขาได้รับประทานทั้งเนื้อและอาหารทะเลในปริมาณที่สูงมาก
ผลตรวจเลือดช็อกแพทย์
เมื่อทีมแพทย์ทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจวิเคราะห์ พบว่าระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของผู้ป่วยพุ่งสูงถึง 82.46 มิลลิโมลต่อลิตร หรือประมาณ 7,300 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งสูงกว่าค่าปกติอย่างมาก ส่งผลให้พลาสมาในเลือดมีลักษณะขาวขุ่นคล้ายน้ำนม หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า lipemic plasma
คำเตือนจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
แพทย์ประจำโรงพยาบาลระบุว่า แม้จะพบผู้ป่วยอายุราว 30 ปีที่มีภาวะตับอ่อนอักเสบเฉียบพลันจากการกินอาหารไม่เหมาะสมเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโรคนี้กำลังระบาดในคนหนุ่มสาว อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่น่ากังวลในกลุ่มวัยทำงานคือการกินอาหารพลังงานสูงเป็นประจำ ดื่มเครื่องดื่มหวานแทนน้ำเปล่า ดื่มแอลกอฮอล์ ขาดการเคลื่อนไหว และละเลยการตรวจสุขภาพ
สำหรับอาการสำคัญของตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน ได้แก่ อาการปวดท้องส่วนบนอย่างต่อเนื่องที่อาจร้าวไปถึงแผ่นหลัง บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ไข้ หรือหายใจลำบากร่วมด้วย แพทย์ย้ำว่าหากมีอาการปวดท้องรุนแรงหลังมื้ออาหารใหญ่หรือดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ควรรอดูอาการหรือซื้อยากินเอง แต่ควรพบแพทย์ทันที
ในส่วนของการป้องกัน แพทย์แนะนำให้ควบคุมการรับประทานไขมันอิ่มตัว น้ำตาล และคาร์โบไฮเดรตขัดสี งดหรือลดแอลกอฮอล์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยกรณีของชายวัย 32 ปีรายนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า ภาวะไตรกลีเซอไรด์สูงรุนแรงมักไม่ได้เกิดจากอาหารเพียงมื้อเดียว แต่เป็นผลจากพฤติกรรมสะสมร่วมกับปัจจัยด้านสุขภาพหรือพันธุกรรมที่ซ่อนอยู่



