พ่อค้าผลไม้ช็อก! ตรวจพบมะเร็งตับระยะที่ 3 เผยพฤติกรรมเสี่ยงใกล้ตัวที่คาดไม่ถึง

เรื่องราวอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่ชอบเสียดายอาหารและนำผลไม้ที่เน่าเสียมาตัดส่วนที่เสียออกเพื่อรับประทานต่อ เมื่อชายแซ่หวัง ชาวมณฑลฝูเจี้ยน ประเทศจีน ซึ่งประกอบอาชีพเปิดร้านขายผลไม้ในกรุงปักกิ่งมานานเกือบ 10 ปี ต้องเผชิญกับข่าวร้ายเมื่อตรวจพบว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งตับระยะที่ 3
อาการเตือนก่อนพบโรคร้าย
ชายแซ่หวังซึ่งเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะไม่ดี ทำให้เขาเป็นคนขยันและประหยัดอดออมมาโดยตลอด กระทั่งเมื่อประมาณ 4 เดือนก่อนเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย และรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องส่วนบนอย่างต่อเนื่องในตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพียงผลจากการทำงานหนัก แต่เมื่ออาการเริ่มรุนแรงขึ้นจนผิวหนังและตาขาวเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เบื่ออาหาร และน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว จึงตัดสินใจเข้ารับการตรวจที่โรงพยาบาลและพบว่ามะเร็งได้แพร่กระจายแล้ว สร้างความตกใจให้กับเจ้าตัวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเขาเป็นคนดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
พฤติกรรมเสี่ยงในร้านผลไม้
จากการตรวจสอบพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างละเอียด พบว่าในร้านของเขามักมีผลไม้ที่ช้ำ เน่า หรือขึ้นราเหลือจากการขายอยู่เสมอ ด้วยความเสียดายและไม่ต้องการทิ้งให้เสียเปล่า เขาจึงใช้วิธีนำมีดมาตัดเฉพาะส่วนที่เน่าเสียออกแล้วรับประทานเนื้อส่วนที่เหลือเป็นประจำติดต่อกันมานานหลายปี ซึ่งพฤติกรรมนี้เองที่กลายเป็นความเสี่ยงสะสม
คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ
หน่วยงานสาธารณสุขระดับสากลระบุว่า อาหารที่พบเชื้อรามีความเสี่ยงปนเปื้อนสารพิษอะฟลาทอกซิน ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับความเสี่ยงมะเร็งตับ โดยคำแนะนำจากกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ระบุว่าอาหารเนื้อนิ่มที่มีเชื้อราควรทิ้งทั้งชิ้น ส่วนอาหารเนื้อแข็งหากจะตัดส่วนที่ขึ้นราออก ควรตัดออกห่างจากจุดที่พบเชื้อราอย่างน้อย 2.5 เซนติเมตร และต้องระวังไม่ให้มีดสัมผัสเชื้อราแล้วปนเปื้อนไปยังส่วนอื่น
อย่างไรก็ตาม มะเร็งตับไม่ได้เกิดจากสารพิษจากเชื้อราเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี การดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังจนนำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งในที่สุด ทั้งนี้ อาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าเป็นมะเร็งตับเสมอไป ควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์อย่างละเอียด ไม่ควรใช้สูตรสังเกตอาการด้วยตนเอง เช่น สูตร “2 กลิ่น 2 แดง 3 เหลือง” มาตัดสินโรค เพราะไม่ใช่เกณฑ์มาตรฐานทางการแพทย์


