ไขข้อสงสัยดื่มน้ำวันละเท่าไรถึงพอดี? ผู้เชี่ยวชาญชี้ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเปล่าทั้งหมด

ในปัจจุบันยังคงมีคำถามถกเถียงกันว่า มนุษย์ควรดื่มน้ำวันละเท่าไรจึงจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดย สตาฟรอส คาวูรัส ผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์การได้รับน้ำแห่งมหาวิทยาลัยแอริโซนาสเตต ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า น้ำเป็นสารอาหารที่มักถูกมองข้าม เนื่องจากไม่มีแคลอรีจึงไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดถึงมากนักในเชิงโภชนาการ ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
เกณฑ์มาตรฐานจากสถาบันการแพทย์
คำแนะนำที่ได้รับการอ้างถึงอย่างแพร่หลายมาจากสถาบันการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ (NAM) ซึ่งกำหนดปริมาณของเหลวรวมต่อวันไว้ที่ 3.7 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 2.7 ลิตรสำหรับผู้หญิง อย่างไรก็ตาม มักเกิดความเข้าใจผิดว่าตัวเลขดังกล่าวหมายถึงน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปริมาณของเหลวรวมนี้ครอบคลุมถึงทุกแหล่งที่ร่างกายได้รับ ทั้งจากเครื่องดื่มทุกประเภทและอาหาร โดยงานวิจัยพบว่าร่างกายได้รับของเหลวจากอาหารโดยตรงถึงประมาณ 20%
เมื่อหักลบส่วนที่ได้รับจากอาหารออกไป คาวูรัสจึงประเมินว่า ปริมาณของเหลวที่ควรได้รับจากเครื่องดื่มโดยตรงจะอยู่ที่ประมาณ 3 ลิตรสำหรับผู้ชาย และ 2 ลิตรสำหรับผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยจากประชากรในสหรัฐฯ ซึ่งอาจไม่สามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินสำหรับทุกคนได้ เนื่องจากความต้องการของเหลวขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล ทั้งขนาดร่างกาย เพศ ระดับกิจกรรมทางกาย และสภาวะสุขภาพที่แตกต่างกัน
แหล่งของเหลวและวิธีการสังเกต
ข่าวดีสำหรับหลายคนคือ ของเหลวที่ร่างกายต้องการนั้นสามารถมาจากแหล่งใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ นม น้ำผลไม้ หรือแม้แต่น้ำอัดลม โดยกาแฟดำนั้นมีส่วนประกอบของน้ำสูงถึง 99% อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์เนื่องจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะที่ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากกว่าปกติ สำหรับน้ำโซดาหรือสปาร์กลิงวอเตอร์นั้นถือว่าเป็นน้ำเช่นกันจึงดื่มได้ตามปกติ แต่แหล่งหลักของของเหลวในแต่ละวันควรเป็นน้ำเปล่าเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำตาลและแคลอรีที่ไม่จำเป็น
สำหรับการตรวจสอบว่าร่างกายได้รับของเหลวเพียงพอหรือไม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการสังเกตความถี่ในการเข้าห้องน้ำและสีของปัสสาวะ โดยสีเหลืองเข้มเป็นสัญญาณเตือนว่าดื่มน้ำไม่เพียงพอ ส่วนสีที่ใสจนเกินไปอาจหมายถึงการดื่มมากเกินไป มูโญซระบุว่าเป้าหมายที่เหมาะสมคือการให้ปัสสาวะมีสีเหลืองอ่อน
ข้อควรระวังสำหรับกลุ่มเฉพาะ
สำหรับคนทั่วไป หากดื่มน้ำมากกว่าที่ร่างกายต้องการ ไตจะทำหน้าที่ขับส่วนเกินออกมาโดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ เพียงแค่ต้องเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้นเท่านั้น แต่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงเป็นนิ่วในไต แพทย์มักแนะนำให้ดื่มน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อป้องกันการก่อตัวของนิ่ว
ข้อสรุปสำหรับคนส่วนใหญ่คือการดื่มน้ำพร้อมมื้ออาหารและดื่มเมื่อรู้สึกกระหาย อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่รับประทานยาบางชนิด ซึ่งอาจทำให้กลไกความรู้สึกกระหายน้ำลดลงหรือช้าลงกว่าปกติ จึงต้องหมั่นสังเกตพฤติกรรมการดื่มน้ำให้เหมาะสมอยู่เสมอ

