เผยผลวิจัย 11 ปี ชี้ดื่มชาเขียวสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตทุกสาเหตุ

ผลการศึกษาล่าสุดที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติอย่าง "Nutrients" ได้สร้างความสนใจให้กับผู้รักสุขภาพ เมื่อทีมวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มชาเขียวและอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ (All-cause Mortality) โดยใช้ระยะเวลาในการติดตามผลยาวนานถึง 11 ปี จากกลุ่มตัวอย่างประชากรจำนวนกว่า 42,000 คน
รายละเอียดการศึกษากับปริมาณการดื่ม
ในการศึกษานี้ ทีมวิจัยได้กำหนดมาตรฐานของชา 1 ถ้วยไว้ที่ปริมาณ 15–20 มิลลิลิตร ดังนั้น การบริโภคชาเขียวในปริมาณ 73.5 มิลลิลิตรต่อวัน จึงถูกจัดว่าเป็นความถี่ในการดื่มที่อยู่ในระดับสูง โดยตลอดระยะเวลาการติดตามผล พบว่ามีผู้เสียชีวิตรวมทั้งสิ้น 2,494 ราย
ทั้งนี้ นักวิจัยได้ใช้แบบจำลองทางสถิติเพื่อคัดกรองและตัดปัจจัยรบกวนสำคัญ 12 ประการออกไป ไม่ว่าจะเป็น อายุ, เพศ, ระดับการศึกษา, ดัชนีมวลกาย (BMI), ประวัติการสูบบุหรี่และดื่มสุรา รวมถึงรูปแบบการรับประทานอาหารโดยรวม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด ซึ่งข้อมูลระบุชัดเจนว่า ปริมาณการดื่มชาเขียวมีความสัมพันธ์แปรผกผันกับความเสี่ยงในการเสียชีวิต กล่าวคือ ยิ่งดื่มชาเขียวในปริมาณที่มากขึ้น ความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุก็จะยิ่งลดลงตามลำดับ โดยในกลุ่มที่ดื่มชาเขียวมากที่สุด (กลุ่มที่ 5) พบว่าความเสี่ยงในการเสียชีวิตลดลงถึง 26%
ปัจจัยที่ส่งผลต่อผลลัพธ์ในกลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน
- เพศ: เพศชายได้รับประโยชน์จากการดื่มชาเขียวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยอัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างมั่นคงตามปริมาณการดื่ม สำหรับเพศหญิงแม้จะมีแนวโน้มความเสี่ยงลดลง (HR = 0.94) แต่ในทางสถิติยังถือว่าไม่มีนัยสำคัญ ซึ่งคาดว่าเป็นผลมาจากจำนวนกลุ่มตัวอย่างผู้หญิงที่ดื่มชาในปริมาณมากมีสัดส่วนน้อยเกินไป
- ช่วงอายุ: ผลการวิจัยไม่พบความแตกต่างในแง่ของช่วงอายุ โดยทั้งกลุ่มที่อายุต่ำกว่า 55 ปี และกลุ่มอายุ 55 ปีขึ้นไป ต่างได้รับผลลัพธ์ในการลดอัตราการเสียชีวิตที่ไม่แตกต่างกัน
- รูปร่างและดัชนีมวลกาย (BMI): ชาเขียวแสดงประสิทธิภาพในการปกป้องร่างกายได้เด่นชัดที่สุดในกลุ่มคนที่มีรูปร่างผอมไปจนถึงหุ่นปกติ (BMI < 23 kg/m²) ซึ่งเป็นกลุ่มที่เห็นผลการลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ


