เปิดประสบการณ์ 'ต้าเหนิง' ป่วยไวรัสตับอักเสบอี ค่าตับพุ่ง 1,400 เตือนภัยผักสดปนเปื้อน

ประสบการณ์ป่วยหนักจากไวรัสตับอักเสบอี
กลายเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนรักสุขภาพ เมื่อ 'ต้าเหนิง' ได้ออกมาแบ่งปันประสบการณ์การเจ็บป่วยครั้งใหญ่จากโรคไวรัสตับอักเสบอี (HEV) ซึ่งส่งผลให้ค่าตับของเธอพุ่งสูงถึง 1,400 โดยเธอเล่าว่าอาการเริ่มต้นนั้นมีความผิดปกติคือมีภาวะตัวเหลืองเป็นๆ หายๆ ซึ่งในตอนแรกเธอเข้าใจว่าอาจเกิดจากการรับประทานฟักทองในปริมาณมาก จึงลองหยุดทานดู แต่อาการกลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนมีอาการปวดท้องอย่างหนัก มีไข้ หนาวสั่น และเหงื่อออก ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าไม่ใช่การป่วยทั่วไป
หลังจากที่กลับไปทำงานได้ไม่นาน ทีมงานสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างชัดเจนว่าเธอมีอาการตาลอย ไม่มีสติ และเหนื่อยหอบง่ายเพียงแค่เดินขึ้นบันไดเพียงชั้นเดียว จนต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อรับการรักษาอย่างเร่งด่วน
เชื้อไวรัส HEV มาจากไหนและอันตรายอย่างไร
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ไวรัสตับอักเสบอีเกิดจากการติดเชื้อ HEV ซึ่งเชื้อจะถูกขับออกมากับอุจจาระของผู้ติดเชื้อและเข้าสู่ร่างกายผ่านทางปาก โดยช่องทางหลักคือการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อดังกล่าว แม้ว่าการกินผักสดจะไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ติดเชื้อในทุกกรณี แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นหากกระบวนการปลูก การล้าง การจัดเก็บ หรือการเตรียมอาหารไม่สะอาดเพียงพอ
สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหารแห่งประเทศไทย ย้ำว่าโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ดื่มน้ำที่สะอาด และหมั่นล้างมือให้ถูกสุขลักษณะอยู่เสมอ
สัญญาณเตือนและวิธีป้องกัน
ตามข้อมูลจาก NSW Health อาการของไวรัสตับอักเสบอีมักปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 3-6 สัปดาห์ โดยมีอาการดังนี้:
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ และอาเจียน
- อ่อนเพลีย ปวดท้อง และปวดข้อ
- ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด
- ตัวเหลือง ตาเหลือง
แม้ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม แต่ WHO ได้เตือนว่าในกลุ่มเสี่ยง โรคนี้อาจลุกลามจนกลายเป็นตับอักเสบรุนแรงหรือภาวะตับวายเฉียบพลันได้
หัวใจสำคัญไม่ใช่การเลิกทานผักสด แต่คือการเลือกแหล่งวัตถุดิบที่เชื่อถือได้ ล้างทำความสะอาดอย่างถูกวิธี แยกอุปกรณ์ครัว และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หากมีไข้ ปวดท้องรุนแรง หรือตัวเหลืองตาเหลือง ควรพบแพทย์ทันที ไม่ควรรอให้มีอาการหนักจนเกินไป
