Siam Ready

ไขข้อข้องใจ! ทำไมหายป่วยแล้วยังไอไม่หยุด พร้อมวิธีดูแลตัวเองให้หายขาด

อ่าน ~4 นาที 0 เข้าชม
ไขข้อข้องใจ! ทำไมหายป่วยแล้วยังไอไม่หยุด พร้อมวิธีดูแลตัวเองให้หายขาด
โฆษณา
โฆษณาแทรกในเนื้อหาข่าว
ดูรายละเอียด 728x90
ไขข้อข้องใจ! ทำไมหายป่วยแล้วยังไอไม่หยุด พร้อมวิธีดูแลตัวเองให้หายขาด

หลายคนอาจเคยประสบปัญหาหลังจากหายจากอาการไข้หวัดใหญ่หรือโควิด-19 แล้ว แม้ไข้จะลด น้ำมูกจะแห้ง และอาการเจ็บคอจะหายไป แต่กลับยังคงมีอาการไอต่อเนื่องยาวนาน จนเกิดความกังวลใจว่าเชื้อโรคยังคงหลงเหลืออยู่ หรืออาจลุกลามกลายเป็นโรคปอดบวมหรือไม่

ความเข้าใจผิดเรื่องไวรัสกับการฟื้นตัว

ในทางการแพทย์ การที่ “ไวรัสหายไปแล้ว” กับ “ระบบทางเดินหายใจฟื้นตัวสมบูรณ์” ถือเป็นคนละเรื่องกัน โดยปกติแล้วภายหลังการติดเชื้อ ระบบทางเดินหายใจจำเป็นต้องใช้เวลาในการซ่อมแซมตัวเองประมาณ 3-8 สัปดาห์ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายยังคงมีอาการไอ แม้จะไม่มีเชื้อไวรัสหลงเหลืออยู่ในร่างกายแล้วก็ตาม

นพ.หวงเซวียน (Huang Hsuan) แพทย์เฉพาะทางด้านโรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต ได้อธิบายถึงกลไกสำคัญ 4 ประการที่ทำให้เกิดอาการไอเรื้อรังหลังติดเชื้อทางเดินหายใจ ดังนี้:

  • ความเสียหายของเซลล์เยื่อบุ: ไวรัสได้ทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและขนกวัด (Cilia) ที่มีหน้าที่ดักจับสิ่งแปลกปลอม ทำให้บริเวณดังกล่าวอยู่ระหว่างการซ่อมแซม
  • ความไวของระบบประสาท: การอักเสบหลังติดเชื้ออาจส่งผลให้ระบบประสาทที่ควบคุมการไอมีความไวผิดปกติชั่วคราว ทำให้สิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เช่น อากาศเย็น การพูด การหัวเราะ หรือกลิ่นน้ำหอม ก่อให้เกิดอาการไอแห้งรุนแรงได้
  • ภาวะน้ำมูกไหลลงคอ (Postnasal Drip): สารคัดหลั่งจากโพรงจมูกที่ไหลย้อนลงไปในลำคอ โดยเฉพาะเมื่อนอนราบ ทำให้เกิดอาการไอในตอนกลางคืนหรือรู้สึกอยากกระแอมอยู่ตลอดเวลา
  • การกระตุ้นโรคหอบหืด: ในผู้ที่มีแนวโน้มเป็นโรคหอบหืด การติดเชื้ออาจไปกระตุ้นให้อาการหอบหรือไอแสดงออกมาเด่นชัดขึ้น

แนวทางการดูแลและการรักษา

แพทย์ย้ำเตือนว่า อาการไอหลังติดเชื้อไม่ได้หมายความว่ายังมีเชื้อไวรัสอยู่ ดังนั้นไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองโดยเด็ดขาด สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลทางเดินหายใจเพื่อให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตามธรรมชาติ ได้แก่:

  • ดื่มน้ำอุ่นให้เพียงพอเพื่อลดการระคายเคืองคอ
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น ควันบุหรี่ ฝุ่นละออง กลิ่นน้ำหอม และอากาศเย็นจากเครื่องปรับอากาศ
  • ในกรณีไอหนักตอนกลางคืน แพทย์อาจพิจารณาให้ยาลดอาการไอในระยะสั้น
  • หากหลอดลมมีความไวสูง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาพ่นขยายหลอดลมหรือยาสเตียรอยด์ชนิดสูดเพื่อลดการอักเสบ

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?

แม้ว่าอาการไอหลังติดเชื้อส่วนใหญ่จะค่อยๆ ดีขึ้นเองตามลำดับ แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณผิดปกติ ผู้ป่วยควรกลับไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อแยกโรคแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ปอดบวม โรคหอบหืด หรือโรคไอกรน ออกไป

ไขข้อข้องใจ! ทำไมหายป่วยแล้วยังไอไม่หยุด พร้อมวิธีดูแลตัวเองให้หายขาด
ไขข้อข้องใจ! ทำไมหายป่วยแล้วยังไอไม่หยุด พร้อมวิธีดูแลตัวเองให้หายขาด
โฆษณา
แบนเนอร์ท้ายบทความ ครอบคลุมทุกสายตา
ดูรายละเอียด 970x250

ข่าวที่เกี่ยวข้อง