Siam Ready

FETCO มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นตัวแตะ 1,650-1,700 จุด มั่นใจพื้นฐานแกร่งรับมือแรงขายต่างชาติ

•อ่าน ~5 นาที • 0 เข้าชม
FETCO มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นตัวแตะ 1,650-1,700 จุด มั่นใจพื้นฐานแกร่งรับมือแรงขายต่างชาติ
โฆษณา
โฆษณาแทรกในเนื้อหาข่าว
ดูรายละเอียด 728x90
FETCO มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นตัวแตะ 1,650-1,700 จุด มั่นใจพื้นฐานแกร่งรับมือแรงขายต่างชาติ

สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ออกมาประเมินทิศทางตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 โดยคาดการณ์ว่าดัชนีจะสามารถฟื้นตัวกลับไปสู่ระดับ 1,650 – 1,700 จุด ได้ โดยมองว่าแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในช่วงที่ผ่านมาไม่ใช่ปัจจัยที่น่ากังวล เนื่องจากเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับทุกตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความกังวลเรื่องผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และความไม่แน่นอนของนโยบายธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ประกอบกับตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีกำไรให้ขายทำกำไรได้

แรงขายต่างชาติเป็นปัจจัยระดับโลก

ไพบูลย์ระบุว่า แรงขายที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของปัจจัยระดับโลก (Global) มากกว่าปัจจัยภายในประเทศ (Local) โดยในช่วง 10 วันที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นไทยต่อเนื่องคิดเป็นมูลค่ากว่า 3.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีลดลงจากจุดสูงสุดที่ 7.5 หมื่นล้านบาท เหลือเพียง 1.8 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้จะมีแรงขายหนัก แต่ดัชนีหุ้นไทยไม่ได้ปรับตัวลงรุนแรงเหมือนในอดีต เนื่องจากปีนี้ SET ปรับตัวบวกขึ้นมาแล้วกว่า 300 จุด หรือประมาณ 24% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ซึ่งสอดคล้องกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตขึ้นกว่า 20% ทำให้ค่า P/E ของตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในระดับที่มั่นคง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของหุ้นไทยไม่ได้มาจากอารมณ์ตลาด (Sentiment) เพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับที่แข็งแกร่ง

ดัชนีความเชื่อมั่นยังร้อนแรง

สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในเดือนกันยายน 2569 อยู่ที่ระดับ 148.72 จุด แม้จะปรับลดลงจากเดือนก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 165.89 จุด แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง (Bullish) ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยนักลงทุนต่างชาติเป็นกลุ่มที่มีมุมมองเชิงบวกมากที่สุด (Very Bullish) ตามด้วยกลุ่มบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ (Prop Trade) ในขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศและรายย่อยอยู่ในระดับทรงตัว (Neutral)

กลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าจับตา

ปัจจัยบวกหลักที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือเงินทุนไหลเข้าและมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ ส่วนปัจจัยลบที่ต้องเฝ้าระวังคือความขัดแย้งระหว่างประเทศและนโยบายการเงินของ Fed สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้แรงหนุนจากธีม AI และกลุ่มธนาคารที่ได้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ ในขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ได้รับความสนใจน้อยที่สุด

ประเด็นน้ำท่วมและปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม

ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ ไพบูลย์ประเมินว่ามีความรุนแรงน้อยกว่าปี 2554 มาก เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูฝน และระดับน้ำในเขื่อนใหญ่ 32 แห่งทั่วประเทศยังอยู่ที่ 82% ของความจุ ซึ่งยังสามารถรองรับน้ำได้อีกพอสมควร ทำให้นักลงทุนน่าจะให้น้ำหนักกับประเด็นนี้ไม่มากนัก

นอกจากนี้ ในไตรมาสที่ 4 ยังมีปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลงแล้ว, ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ ที่ตลาดคาดว่าจะยังไม่ขึ้นในเดือนตุลาคม แต่อาจมีการปรับขึ้นในช่วงถัดไป รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตอาจเข้ามาคานอำนาจทรัมป์ โดยภาพรวมหุ้นสหรัฐฯ ยังไม่ถึงขั้นเกิดภาวะฟองสบู่ โดยค่า P/E ของ S&P 500 อยู่ที่ 19 เท่า และกลุ่ม Magnificent 7 อยู่ที่ 23 เท่า

FETCO มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นตัวแตะ 1,650-1,700 จุด มั่นใจพื้นฐานแกร่งรับมือแรงขายต่างชาติ
FETCO มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นตัวแตะ 1,650-1,700 จุด มั่นใจพื้นฐานแกร่งรับมือแรงขายต่างชาติ
FETCO มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นตัวแตะ 1,650-1,700 จุด มั่นใจพื้นฐานแกร่งรับมือแรงขายต่างชาติ
FETCO มองหุ้นไทยไตรมาส 4 ฟื้นตัวแตะ 1,650-1,700 จุด มั่นใจพื้นฐานแกร่งรับมือแรงขายต่างชาติ
โฆษณา
แบนเนอร์ท้ายบทความ ครอบคลุมทุกสายตา
ดูรายละเอียด 970x250

ข่าวที่เกี่ยวข้อง