เจาะลึก 'วัชระพล ขาวขำ' เคลียร์ดราม่าพืชสวนโลกอุดรฯ พร้อมกางแผนอนาคตหลังจบงาน 134 วัน

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าของงบประมาณ 2,750 ล้านบาท และความพร้อมในการจัดงานพืชสวนโลกอุดรธานี ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นเป็นเวลา 134 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่ผ่านมา นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงเบื้องหลังการดำเนินงานและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
เบื้องหลังความล่าช้าและการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
นายวัชระพลระบุว่า โครงการนี้เป็นความริเริ่มของจังหวัดอุดรธานี ก่อนจะส่งต่อมายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยที่ผ่านมาโครงการประสบปัญหาความล่าช้าสะสมมานานถึง 2 ปี ทำให้เมื่อตนเข้ามารับหน้าที่จึงต้องเร่งประคองสถานการณ์เพื่อให้งานเปิดได้ตามกำหนดของสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH)
สำหรับปัญหาที่พบในช่วงแรก ได้แก่ การขาดแคลนรถรับ-ส่ง, จุดบริการน้ำดื่มไม่เพียงพอ และความล่าช้าในขั้นตอนการลงทะเบียนหน้างาน นายวัชระพลได้สั่งการให้ผู้รับจ้างเร่งประสานงานจัดหารถเพิ่ม รวมถึงปรับระบบการเดินรถใหม่ให้สั้นลงเพื่อลดเวลารอคอย พร้อมทั้งเตรียมนำเทคโนโลยี QR Code มาใช้แทนการลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนเพื่อความรวดเร็ว ทั้งนี้ ยืนยันว่าแม้การบริหารจัดการจะเป็นหน้าที่ของผู้รับจ้าง แต่ในฐานะรัฐมนตรี ตนจะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบและจะติดตามการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด
สถิติผู้เข้าชมและมุมมองด้านความคุ้มค่า
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯ ระบุว่าในช่วง 3 วันแรก (1-3 พ.ย. 2569) มีผู้เข้าชมงานรวม 25,121 คน จากเป้าหมายรวม 3.6 ล้านคน โดยนายวัชระพลย้ำว่าตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่จำนวนผู้เข้าชมหรือยอดขายบัตรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ประโยชน์ที่คนในพื้นที่ได้รับ ซึ่งจากการลงพื้นที่พบว่าผู้ประกอบการในจังหวัดได้รับอานิสงส์ทางเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
แผนแม่บทและการใช้พื้นที่หลังจบงาน (Legacy Plan)
ในมิติระยะยาว นายวัชระพลต้องการให้พื้นที่หนองแดกลายเป็นแหล่งเรียนรู้และพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ โดยในการประชุม ครม.สัญจร เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานีรับช่วงบริหารจัดการพื้นที่ต่อ พร้อมกรอบงบประมาณดูแลสูงสุดปีละ 120 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนให้พื้นที่ดังกล่าวรองรับการจัดนิทรรศการ คอนเสิร์ต และกิจกรรมวัฒนธรรม โดยในความเห็นส่วนตัวของนายวัชระพล มองว่าในอนาคตไม่ควรมีการเก็บค่าเข้าชมเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงพื้นที่ได้โดยง่าย พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการขยายตัวของเมืองอุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงด้วยงบประมาณกว่า 70,000 ล้านบาท




