เตยยี่-ประภัสสร ชี้จุดเปลี่ยนวงการสร้างสรรค์ไทย ต้องเริ่มจากเศรษฐกิจและการศึกษาที่เปิดทางเลือก

จุดเปลี่ยนจากการศึกษา: ค้นหาตัวเองก่อนก้าวสู่มหาวิทยาลัย
ประภัสสร หรือ "เตยยี่" ศิลปินและนักสร้างสรรค์ เปิดเผยถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตที่เกิดขึ้นเมื่อได้เข้าศึกษาต่อในสาขาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเธอได้เรียนรู้ทักษะที่หลากหลาย ตั้งแต่การจัดแสง การเขียนบท การกำกับ ไปจนถึงการบริหารจัดการศิลปะ สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอตระหนักว่าความชอบสามารถพัฒนาเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้ ต่างจากช่วงวัยเรียนก่อนหน้าที่เธอรู้สึกสับสนและถูกตัดสินคุณค่าผ่านเพียงสายการเรียนที่เลือก
ด้วยประสบการณ์ดังกล่าว เตยยี่จึงเสนอให้ระบบการศึกษาไทยควรเปิดทางเลือกให้ผู้เรียนได้ลองทำกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อให้รู้จักตนเองก่อนเข้าสู่ระดับมหาวิทยาลัย โดยไม่ควรรีบเร่งตัดสินว่าความฝันหรืออาชีพใดมีความยิ่งใหญ่กว่ากัน เธอสนับสนุนให้เพิ่มหลักสูตรที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสค้นพบทั้งสิ่งที่ชอบและไม่ชอบ รวมถึงมีพื้นที่ให้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อได้รู้จักตัวเองมากขึ้น
ศิลปะเชิงพาณิชย์กับการสร้างมูลค่า
เมื่อความชอบถูกเปลี่ยนให้เป็นอาชีพ เตยยี่เน้นย้ำว่าศิลปินต้องตอบให้ได้ว่างานของตนมีคุณค่าอย่างไร โดยเธอเลือกเดินบนเส้นทางศิลปะเชิงพาณิชย์ (Commercial Art) ซึ่งเน้นการประยุกต์ผลงานให้ตอบโจทย์ลูกค้าและสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างเข้าใจง่าย เธอให้ทัศนะว่า "ศิลปะจะเพิ่มมูลค่าได้ต่อเมื่อคุณรู้ว่างานตัวเองทำเพื่ออะไร"
สำหรับหลักการทำงานของเธอประกอบด้วย 4 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การเห็นตัวเอง, การเชื่อในตัวเอง, การลงมือทำ และการทำอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการกลับมาสำรวจความต้องการของตนเองแทนการเปรียบเทียบกับผู้อื่น
ข้อเสนอแนะด้านแหล่งทุนและมุมมองต่อเทคโนโลยี AI
ในประเด็นเรื่องต้นทุนการสร้างสรรค์ เตยยี่เสนอให้มีการจัดตั้งองค์กรด้านการเงินเพื่อสนับสนุนศิลปินอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในกลุ่มที่มีชื่อเสียงและศิลปินหน้าใหม่ เนื่องจากในปัจจุบันแม้แต่ศิลปินที่มีชื่อเสียงก็ยังคงต้องพึ่งพาสปอนเซอร์ในการผลิตผลงาน การมีแหล่งทุนที่ชัดเจนจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานสร้างสรรค์สามารถลงมือทำตามแนวคิดของตนเองได้จริง
สำหรับบทบาทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เตยยี่มองว่าเป็นเครื่องมือที่เป็นมิตรหากรู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "รสนิยมของมนุษย์" ในการเลือกใช้เครื่องมือ โดยเธอกล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า "มนุษย์มีรสนิยมมากกว่า AI ค่ะ ใช้ AI ให้มีรสนิยมดีกว่าค่ะ" ซึ่งเป็นการกระตุ้นให้ศิลปินกลับมาทำความเข้าใจเป้าหมายของผลงานตนเองและตัดสินใจใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณ

