นฤมาศชี้โรงงานพิษยังมีนับพัน จี้รัฐทบทวนใบอนุญาต ย้ำผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ

น.ส.นฤมาศ ออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ประชาชนกำลังเผชิญอย่างหนัก ทั้งเหตุเพลิงไหม้โกดังเก็บกากอุตสาหกรรม ปัญหาน้ำเสีย และการรั่วไหลของกลิ่นสารเคมีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเมื่อเดือนตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์กากสารเคมีจากโรงงานใน อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี รั่วไหลซ้ำเติมสถานการณ์น้ำท่วม จนนำไปสู่มาตรการสั่งระงับกิจการและปิดโรงงานในพื้นที่หลายแห่ง
แก้ปัญหาปลายเหตุ จี้รัฐทบทวนโครงสร้าง
น.ส.นฤมาศ ระบุว่า การที่ภาครัฐไล่ปิดโรงงานเป็นรายกรณีนั้นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น แต่สิ่งที่ไม่ได้รับคำตอบอย่างชัดเจนคือปัญหาเชิงโครงสร้าง เหตุใดประเทศไทยจึงมีโรงงานคัดแยกและรีไซเคิลของเสียเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และทำไมโรงงานเหล่านี้ถึงสามารถเข้าไปตั้งอยู่ใจกลางพื้นที่เกษตรกรรม ใกล้แหล่งน้ำสาธารณะ และประชิดกับรั้วบ้านเรือนของประชาชนได้
ผลกระทบจากนโยบายต่างประเทศและกลุ่มทุนข้ามชาติ
ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับนโยบาย 'National Sword' ของประเทศจีนที่ประกาศห้ามนำเข้าขยะมูลฝอยและเศษพลาสติกตั้งแต่ต้นปี 2561 ส่งผลให้กลุ่มทุนและผู้ประกอบการรีไซเคิลต้องย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ซึ่งในขณะนั้นมีการยกเว้นการบังคับใช้ผังเมืองพอดี ทำให้ไทยกลายเป็นเป้าหมายหลัก
นอกจากนี้ น.ส.นฤมาศ ยังระบุว่า ข้อมูลชี้ชัดว่าโรงงานรีไซเคิลจำนวนมากที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2560-2561 มีกลุ่มทุนจากจีนอยู่เบื้องหลังเพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดในประเทศต้นทาง ซึ่งส่งผลให้ยอดการนำเข้าเศษพลาสติกของไทยในปี 2561 พุ่งสูงขึ้นถึง 8 เท่าตัว
ความล่าช้าของมาตรการรัฐ
ในส่วนของขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการไหลทะลักเข้ามาอย่างมหาศาลนั้น น.ส.นฤมาศ ตั้งข้อสังเกตว่ามาตรการห้ามนำเข้าของรัฐบาลไทยมีความล่าช้าอย่างยิ่ง โดยมีการแบนขยะอิเล็กทรอนิกส์ในเดือนกันยายน 2563 และเพิ่งจะมีคำสั่งห้ามนำเข้าเศษพลาสติกอย่างเด็ดขาดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งความล่าช้านี้เองที่เปิดช่องให้กลุ่มทุนเหล่านี้สามารถตั้งหลักและขยายเครือข่ายโรงงานได้อย่างกว้างขวางในประเทศไทย
