เจาะลึกปัญหา 'คอขวด' สถานีชาร์จ EV ไทย เผยความเชื่อมั่นผู้ใช้ขึ้นอยู่กับความพร้อมใช้งานจริง

ในขณะที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เผยว่ามียอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) สะสมรวมทั้งสิ้น 491,496 คัน ในขณะที่รายงานจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่าจนถึงปี 2568 ประเทศไทยมีจุดชาร์จสาธารณะรวมเกือบ 12,000 จุด โดยเป็นจุดชาร์จเร็วถึงร้อยละ 60 อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานนี้ยังคงไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ประสบการณ์จริงของผู้ใช้คือหัวใจสำคัญ
ปัญหาสำคัญที่ผู้ขับขี่รถ EV ต้องเผชิญไม่ได้อยู่ที่จำนวนสถานีชาร์จเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความพร้อมในการใช้งานจริงเมื่อเดินทางไปถึงสถานี หากเครื่องชาร์จไม่สามารถใช้งานได้หรือเกิดปัญหาขัดข้อง จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้ขับขี่ ทั้งในเขตเมืองที่มีการใช้งานหนาแน่นและการเดินทางไกลบนทางหลวง นอกจากนี้ ความไม่พร้อมของสถานียังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อภาคธุรกิจ ทั้งผู้ให้บริการสถานีชาร์จที่สูญเสียรายได้ ผู้ประกอบการขนส่งที่ต้องเผชิญความล่าช้า รวมถึงธุรกิจค้าปลีกที่ติดตั้งจุดชาร์จไว้บริการลูกค้า
ความท้าทายจากความหลากหลายของเทคโนโลยี
การเติบโตที่รวดเร็วทำให้เกิดความหลากหลายของรุ่นรถ แบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์ ซึ่งกลายเป็นความท้าทายในการเชื่อมต่อสื่อสารระหว่างรถยนต์และเครื่องชาร์จ ประสบการณ์จากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่าระบบชาร์จรุ่นเก่าอาจไม่รองรับมาตรฐานการสื่อสารของรถรุ่นใหม่ ทำให้เกิดปัญหาการชาร์จหยุดชะงักจากการยืนยันตัวตนที่ไม่สมบูรณ์หรือระบบล็อกหัวชาร์จขัดข้อง
คาร์โล เชคคี ผู้อำนวยการฝ่ายตลาดใหม่ ของ เคมพาวเวอร์ กล่าวว่า “ตัวชี้วัดที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสถานีชาร์จปรากฏอยู่บนแผนที่หรือไม่ แต่คือเมื่อผู้ขับขี่เดินทางไปถึงแล้ว สามารถเชื่อมต่อและชาร์จรถได้ตามที่คาดหวังตั้งแต่ครั้งแรก โดยไม่ต้องลองใหม่อีกครั้งต่างหาก”
วิเคราะห์สาเหตุการชาร์จไม่สำเร็จ
จากข้อมูลเชิงลึกของ เคมพาวเวอร์ ที่เก็บรวบรวมจากการชาร์จกว่า 43 ล้านครั้งทั่วโลก พบว่าปัญหาการชาร์จที่ไม่สำเร็จมีสาเหตุจากฮาร์ดแวร์เพียง 19% เท่านั้น ในขณะที่ 81% เกิดจากปัจจัยด้านผู้ใช้งานหรือความผิดพลาดในการสื่อสารระหว่างระบบ เช่น การยืนยันตัวตนที่ล่าช้า หรือความไม่เข้ากันของซอฟต์แวร์
แนวทางการแก้ไขปัญหาในประเทศไทยจึงจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และระบบคลาวด์ รวมถึงการนำระบบวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้ เพื่อให้ผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบและแก้ไขปัญหาจากระยะไกลได้ทันท่วงที ก่อนที่จะส่งผลกระทบต่อประสบการณ์ของผู้ใช้งาน


