รัสเซียระดมยิงขีปนาวุธถล่มเคียฟดับ 9 ศพ ยูเครนโต้กลับจมเรือขนส่งสินค้าในทะเลดำ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เปิดเผยว่า กองทัพรัสเซียได้ใช้ขีปนาวุธทิ้งตัว (Ballistic missile) ระดมโจมตีเข้าใส่กรุงเคียฟอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน
ความเสียหายในกรุงเคียฟ
การโจมตีระลอกล่าสุดนี้สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่งพังถล่มลงมาและเกิดเพลิงไหม้ในหลายจุดทั่วเมือง ส่งผลให้ประชาชนบางส่วนติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง นอกจากนี้ยังมีรายงานเหตุไฟฟ้าดับในบางพื้นที่ของเมือง โดยนายวิตาลี คลิทช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟ ระบุว่าตรวจพบเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจากการโจมตีมากกว่า 10 ครั้ง แรงระเบิดยังส่งผลกระทบไปถึงสถานเอกอัครราชทูตลิทัวเนียที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงจนได้รับความเสียหายอีกด้วย
ยูเครนโต้กลับจมเรือสินค้าในทะเลดำ
ในฝั่งของยูเครน ได้มีการส่งโดรนเข้าโจมตีเรือคอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ของรัสเซียจนจมลงสู่ก้นทะเลดำ โดยบริษัท Rosatom ของรัฐบาลรัสเซียซึ่งเป็นเจ้าของเรือลำดังกล่าว ยืนยันว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นห่างจากเมืองโนโวรอสซีสค์ประมาณ 209 กิโลเมตร โดยอ้างว่าเรือลำนี้บรรทุกเพียงสินค้าพลเรือน อาทิ อาหารแช่แข็งและวัสดุก่อสร้าง ทั้งนี้ ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยูเครนได้ยกระดับการโจมตีทางยุทธศาสตร์ด้วยการมุ่งเป้าไปที่คลังสินค้าของ “ไวล์ดเบอร์รีส์” (Wildberries) ผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซีย เพื่อตัดวงจรโลจิสติกส์ที่ใช้สนับสนุนอุปกรณ์ทางการทหาร
ความคืบหน้าการเจรจาอาวุธขั้นสูง
ประธานาธิบดีเซเลนสกี ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับใบอนุญาตเพื่อผลิตขีปนาวุธสกัดกั้นสำหรับระบบป้องกันทางอากาศ “แพทริออต” (Patriot) ของสหรัฐฯ เนื่องจากคลังอาวุธของยูเครนเริ่มอยู่ในภาวะขาดแคลน โดยมองว่าเป็นอาวุธชนิดเดียวที่มีประสิทธิภาพในการยิงสกัดขีปนาวุธทิ้งตัวของรัสเซียได้
ทางด้าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ปัจจุบันยังไม่มีการตกลงให้สิทธิ์แก่ยูเครนในการผลิตขีปนาวุธดังกล่าว แต่การเจรจายังคงดำเนินต่อไป โดยถือเป็นก้าวสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการแบ่งปันเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงที่อาจถูกนำกลับมาใช้เป็นภัยต่อสหรัฐฯ ในอนาคต
