เตือนภัยคนมีโรคประจำตัว! หนุ่มกินบะจ่าง 2 ลูก อาเจียนเลือดพุ่งเกือบ 2 ลิตร ช็อกหมดสติ

เกิดเหตุการณ์สุดระทึกขวัญที่เมืองไห่นิ่ง มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน เมื่อชายรายหนึ่งซึ่งมีโรคประจำตัวเป็นโรคตับแข็ง ได้รับประทานบะจ่างเนื้อเข้าไปจำนวน 2 ลูก ส่งผลให้เกิดอาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบนอย่างรุนแรง จนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลไห่นิ่งคังหัว (Haining Kanghua Hospital) อย่างเร่งด่วนในสภาพช็อกหมดสติ
วิกฤตเลือดออกในทางเดินอาหาร
หลี่ จินหลิ่ว (Li Jinliu) ผู้อำนวยการแผนกโรคระบบทางเดินอาหาร เปิดเผยว่า ผู้ป่วยถูกส่งตัวมาถึงโรงพยาบาลในตอนเช้าตรู่ด้วยอาการวิกฤต โดยก่อนหน้าที่จะถึงมือแพทย์ คนไข้ได้อาเจียนเป็นเลือดสดออกมาแล้วถึง 2 ครั้ง และในระหว่างที่ทีมแพทย์กำลังเตรียมการรักษา คนไข้ได้เกิดอาการอาเจียนเป็นเลือดก้อนโตออกมาอีกระลอกใหญ่กว่า 500 มิลลิลิตร จนมีลิ่มเลือดนองเต็มพื้นที่
จากการประเมินของแพทย์พบว่า ผู้ป่วยรายนี้เสียเลือดรวมแล้วเกือบ 2,000 มิลลิลิตร ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย โดยปกติแล้วหากมนุษย์เสียเลือดเกิน 400 มิลลิลิตร จะเริ่มมีอาการหน้ามืด ใจสั่น และความดันโลหิตลดลง ซึ่งนับว่าโชคดีมากที่ทีมแพทย์สามารถช่วยชีวิตไว้ได้ทันท่วงที
สาเหตุจากโรคประจำตัวและการเสียดสี
คุณหมอหลี่อธิบายว่า ต้นตอของปัญหาไม่ได้เกิดจากตัวบะจ่างโดยตรง แต่เนื่องจากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวเป็นโรคตับแข็งและภาวะความดันในระบบหลอดเลือดดำพอร์ทัลสูง (Portal Hypertension) ส่งผลให้เส้นเลือดดำบริเวณหลอดอาหารและกระเพาะอาหารส่วนบนขยายใหญ่ ผิดรูป และเปราะบางมาก หากมีสิ่งกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เส้นเลือดก็พร้อมจะแตกได้ทันที
กลไกการเกิดอาการแบ่งออกเป็น 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่:
- ข้าวเหนียวย่อยยากและเสียดสี: ข้าวเหนียวมีความเหนียวสูงและย่อยยาก ทำให้ต้องอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าปกติ กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดออกมาปริมาณมาก กรดที่รุนแรงบวกกับเนื้อข้าวเหนียวที่เสียดสีซ้ำๆ จึงทำให้เส้นเลือดดำที่เปราะบางฉีกขาด
- กลไกการแข็งตัวของเลือดบกพร่อง: ผู้ป่วยโรคตับมักมีระบบการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ ทำให้เมื่อเส้นเลือดแตก ร่างกายจึงไม่สามารถห้ามเลือดได้เองจนเกิดการตกเลือดครั้งใหญ่
คำเตือนจากแพทย์
แพทย์ได้ฝากเตือนประชาชนว่า หากพบตนเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือมีอาการหมดสติ ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที เพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาทอง (Golden Hour) ในการช่วยชีวิต

