เจาะลึกงบ ‘บัตรคนจน’ 5 ปี ย้อนหลัง: ทำไมยอดลงทะเบียนพุ่งทะลุ 19 ล้านคน?

สถานการณ์การลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ’ รอบล่าสุด กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อพบว่ามีผู้ลงทะเบียนรวมสูงถึง 19.17 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของประชากรไทยที่มีอยู่ 65.8 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ตามประกาศของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย) ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงกว่าจำนวนประชากรที่อยู่ใต้เส้นความยากจนตามหลักวิชาการที่มีไม่ถึง 5 ล้านคนอย่างมีนัยสำคัญ
จับตาเกณฑ์คัดเลือกใหม่
ในสัปดาห์นี้ คณะรัฐมนตรีเตรียมพิจารณาเคาะเกณฑ์การคัดเลือกผู้ได้รับสิทธิในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2569 ก่อนจะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้
มุมมองธนาคารโลกต่อความยากจนและความเหลื่อมล้ำ
ธนาคารโลกได้วิเคราะห์ว่า โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน ‘Digital Wallet’ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้อัตราความยากจนของไทยในปี 2568 ปรับตัวลดลงจากปี 2567 เนื่องจากหากไม่มีโครงการดังกล่าว อัตราความยากจนอาจไม่เปลี่ยนแปลงมากนักท่ามกลางการเติบโตของค่าจ้างที่ยังคงอ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารโลกประเมินว่ามีประชากรไทยราว 40% ที่จัดอยู่ในกลุ่มเปราะบาง หรือกลุ่มที่มีรายได้อยู่ระหว่างเส้นความยากจน (6.85 ดอลลาร์สากล/คน/วัน) แต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (15.00 ดอลลาร์สากล/คน/วัน) ส่งผลให้ตัวเลขคนจนในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 4.6 ล้านคน แต่มีกลุ่มเปราะบางสูงถึงกว่า 26.3 ล้านคน
ทำไมยอดลงทะเบียนถึงสูงเกินจริง?
ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส ประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) อธิบายว่า สาเหตุที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการสูงกว่าตัวเลขคนจนตามหลักวิชาการเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ เกณฑ์รายได้ที่เปิดกว้างให้ผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 100,000 บาทสามารถเข้าร่วมได้ ในขณะที่คนจนที่แท้จริงบางส่วนกลับเข้าไม่ถึงสิทธิเนื่องจากปัญหาการเข้าถึงข้อมูล การอ่านเขียน หรืออยู่ในพื้นที่ห่างไกลและไม่มีบัตรประชาชน
วิกฤตความเหลื่อมล้ำไทย
รายงานความเหลื่อมล้ำโลก 2026 (World Inequality Report) ระบุว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในช่วงปี 2014-2024 ช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวยที่สุด 10% และกลุ่มคนจนที่สุด 50% กว้างขึ้นจาก 42% เป็น 47% โดยกลุ่มคนรวยที่สุด 10% ถือครองรายได้ถึง 52% และถือครองความมั่งคั่งรวมถึง 65% ของประเทศ
ทั้งนี้ ดร.นณริฏ ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนว่าควรดำเนินการแบบมุ่งเป้า (Targeted) โดยแบ่งกลุ่มผู้ยากจนให้ชัดเจนระหว่างกลุ่มที่ยังพอดูแลตัวเองได้และกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณผ่านกองทุนประชารัฐสวัสดิการมีความแม่นยำและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด



