ไทยโต้กัมพูชา ยันปราบสแกมเมอร์คืออาชญากรรมข้ามชาติ ไม่ใช่ตำรวจอาเซียน

จากกรณีที่ทางการกัมพูชาได้มีการกล่าวหาว่าประเทศไทยกำลังแสดงตนเป็น “ตำรวจอาเซียน” และใช้ข้ออ้างเรื่องการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์เพื่อรุกล้ำอธิปไตยของกัมพูชานั้น ทางผู้อำนวยการ JIC ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงโดยเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายพิจารณาจากข้อเท็จจริงมากกว่าการใช้ถ้อยคำในเชิงการเมือง โดยยืนยันว่าประเทศไทยไม่เคยประกาศตัวหรือมีนโยบายเป็นตำรวจของอาเซียน และให้ความเคารพในอธิปไตยของประเทศสมาชิกเสมอมา
ย้ำปราบสแกมเมอร์คือความรับผิดชอบร่วม
ผอ.JIC ระบุว่า การดำเนินการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ไม่ใช่การก้าวก่ายกิจการภายในของประเทศใด แต่ถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศในฐานะที่เป็นปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมทั้งฝากเตือนว่าไม่ควรนำประเด็นเรื่องเขตแดนมาใช้เป็นเกราะกำบังให้กับกลุ่มอาชญากร และในทางกลับกัน ไทยก็ไม่ควรถูกกล่าวหาว่าใช้เรื่องอาชญากรรมมาบังหน้าเพื่อรุกล้ำเขตแดน ทั้งนี้ไทยพร้อมที่จะพูดคุยเรื่องเขตแดนผ่านกลไกที่มีอยู่จริง แต่ในขณะเดียวกันไทยก็มีภารกิจสำคัญในการปกป้องประชาชนจากผลกระทบของเครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้
นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังชี้แจงว่า ปัญหาศูนย์สแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เรื่องที่ไทยกล่าวอ้างขึ้นมาเอง แต่เป็นปัญหาที่องค์กรระหว่างประเทศและหลายประเทศทั่วโลกยอมรับตรงกันว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง ทั้งในด้านอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์ โดยไทยต้องการเพียง “ความร่วมมือ” (Cooperation) เพื่อแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ “การแทรกแซง” (Intervention) ตามที่ถูกกล่าวหา
แจงประเด็นเชิญผู้นำเมียนมา
สำหรับข้อสงสัยที่ว่าการเชิญผู้นำเมียนมามาเยือนไทยเป็นการฝ่าฝืนฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนหรือไม่นั้น ผอ.JIC ชี้แจงว่าเรื่องเมียนมาเป็นประเด็นที่แยกส่วนจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และปัญหาผู้พลัดถิ่น การใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นความพยายามในการลดความรุนแรงและหาทางออกอย่างสันติ ซึ่งการพูดคุย (Diplomatic engagement) ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยหรือสนับสนุน (Endorsement) ในสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำ และไทยยังคงสนับสนุนบทบาทของอาเซียนอย่างเต็มที่
