กทม. ยันบริหารน้ำตามแนวพระราชดำริ ปรับเกณฑ์เยียวยาใหม่เริ่มลงทะเบียน 2 ต.ค. นี้

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเปิดเผยถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการดำเนินโครงการจัดการน้ำของ กทม. ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่สอดคล้องกับแนวพระราชดำริ โดยยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงและสร้างความไม่สบายใจอย่างยิ่ง ย้ำว่าทุกโครงการที่ กทม. ดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา การสร้างอุโมงค์ระบายน้ำ การขุดลอกคูคลอง หรือการทำแก้มลิง ล้วนเป็นการสืบสานแนวคิดตามแนวพระราชดำริทั้งสิ้น โดย กทม. ให้ความสำคัญกับการพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และเส้นทางการระบายน้ำเป็นหลัก
แจงเหตุผลปรับแผนแก้มลิง-มุ่งเน้นความคุ้มค่า
ผู้ว่าฯ กทม. ย้อนถึงการศึกษาพื้นที่รับน้ำเมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งเคยเสนอโครงการแก้มลิงและคลองใน 6 พื้นที่ แต่พบปัญหาการทำประชาพิจารณ์และกระแสต่อต้านการเวนคืนที่ดิน หากฝืนดำเนินการต่อจะต้องใช้งบประมาณสูงถึง 11,000 ล้านบาท ในขณะที่การปรับปรุงคลองแนวเหนือ-ใต้และการใช้อุโมงค์ระบายน้ำใช้งบเพียง 6,000 ล้านบาท ซึ่งคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อประชาชนได้มากกว่า ปัจจุบัน กทม. ได้ปรับแนวคิดจากการสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ มาเป็นการกระจายแก้มลิงขนาดที่เหมาะสมไปตามจุดต่างๆ โดยเพิ่มจำนวนจาก 34 แห่งในปี 2565 เป็น 38 แห่งในปี 2569
ด้านนายวิศณุ ทรัพย์สมพล กล่าวเสริมว่า ได้มีการทบทวนโครงการงบประมาณ 10,000 ล้านบาทเดิม โดยเปลี่ยนมาเน้นการขยายอุโมงค์ระบายน้ำ เช่น อุโมงค์คลองประเวศ ซึ่งตอบโจทย์การระบายน้ำทั้งน้ำฝนและน้ำในคลองได้มีประสิทธิภาพมากกว่า
เร่งกู้เส้นเลือดฝอย-ยันไม่ทิ้งพื้นที่สะพานสูง
สำหรับสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน แม้คลองสายหลักจะเริ่มระบายน้ำได้ดีขึ้น แต่พื้นที่เขตลาดกระบัง สะพานสูง หนองจอก และมีนบุรี ยังคงน่าเป็นห่วง กทม. เตรียมติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อเร่งระบายน้ำในเส้นเลือดฝอย โดยเฉพาะในหมู่บ้านต่างๆ ส่วนกรณีพื้นที่สะพานสูงนั้น นายวิศณุ ยืนยันว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้ง แต่เนื่องจากพื้นที่อยู่ต่ำกว่าคลองแสนแสบ จึงต้องรอระดับน้ำในคลองลดลงก่อน พร้อมเตรียมเปิดประตูระบายน้ำบางชันเพื่อดึงน้ำจากโซนนอก ทั้งนี้ นายชัชชาติยังโต้กลับกรณีข้อสงสัยเรื่องการพร่องน้ำ โดยยืนยันว่ามีการดำเนินการมาโดยตลอดและประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลระดับน้ำและการทำงานของเครื่องสูบน้ำแบบเรียลไทม์ได้ทางเว็บไซต์สำนักการระบายน้ำ
เปิดระบบเยียวยา 2 ต.ค. นี้
นางสาวทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงอุปสรรคในการส่งความช่วยเหลือว่า ระดับน้ำที่สูงทำให้รถเข้าถึงพื้นที่ได้ยากและมีความล่าช้า ปัจจุบันมีความต้องการอาหารสูงถึง 300,000 กล่องต่อวัน ซึ่ง กทม. และส่วนกลางผลิตได้ 100,000 กล่อง ที่เหลือต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนอื่น โดยที่ผ่านมาได้แจกจ่ายถุงยังชีพไปแล้วกว่า 19,900 ถุง
อย่างไรก็ตาม พบปัญหาข้อมูลการร้องขอความช่วยเหลือซ้ำซ้อนและไม่เป็นระบบ กทม. จึงขอความร่วมมือประชาชนแจ้งความประสงค์ผ่านสายด่วน 1555 หรือแอปพลิเคชัน Traffy Fondue เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและจัดสรรความช่วยเหลือได้อย่างแม่นยำ โดยจะมีการเปิดระบบลงทะเบียนเยียวยาผู้ประสบภัยแบบออนไลน์ในวันที่ 2 ตุลาคม 2569 นี้

