เจาะปัญหาบาดแผลอาวุธปืน ถึงเวลาจัดระเบียบปืนในระบบ ทลายกำแพงปืนเถื่อน

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์การจัดระเบียบอาวุธปืนของรัฐบาล สาธิต วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคำถามเชิงประชดประชันถึงความเหมาะสมของมาตรการดังกล่าวว่า หากประชาชนถูกคุกคามในเคหสถานแล้วไม่สามารถป้องกันตัวได้ รัฐบาลกำลังผลักดันให้ประชาชนต้องยอมจำนนต่ออาชญากรเพียงอย่างเดียวหรือไม่
ความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายเก่าแก่
ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือความล้าสมัยของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 ซึ่งถือเป็นกฎหมายหลักที่ใช้บังคับมาอย่างยาวนาน โดย พลโทพงศกร ได้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปืนถูกกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของการจัดเก็บอาวุธในบ้านไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงได้ รวมถึงการปราบปรามปืนเถื่อนที่ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ
ช่องโหว่ปืนสวัสดิการและวัฒนธรรมการครอบครอง
หนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างคือโครงการปืนสวัสดิการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งมีราคาถูกกว่าตลาดทั่วไปและมีเงื่อนไขห้ามเปลี่ยนมือ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบช่องโหว่เมื่อข้าราชการถือครองจนครบกำหนดระยะเวลาแล้วนำมาขายต่อเพื่อทำกำไร หรือหมุนเวียนไปซื้อกระบอกใหม่ นอกจากนี้ เทพไท เสนพงศ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงวัฒนธรรมการมอบปืนเป็นรางวัลแก่กำนันและผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงการสะสมอาวุธปืนจำนวนมากของกลุ่มนักการเมืองท้องถิ่นและผู้มีอิทธิพล ซึ่งมักรอดพ้นจากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่
เกมการเมืองหรือการแก้ปัญหาที่แท้จริง?
เทพไท เสนพงศ์ ได้วิเคราะห์ผ่านรายการ THE STANDARD NOW ว่า การที่รัฐบาลโหมกระแสเรื่องอาวุธปืนอาจเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาใหญ่ระดับชาติ เช่น กรณีข้อสงสัยเรื่องการฮั้วเลือก สว. หรือคดีทุจริตการสอบบรรจุพนักงานท้องถิ่น ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายอำนาจ โดยมองว่าการสร้างประเด็นร้อนเรื่องปืนทำให้สังคมหันไปสนใจเรื่องอาชญากรรมจนละเลยการติดตามคดีการเมืองที่มีผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง
ข้อเสนอแนะสู่ทางออกที่ยั่งยืน
ผู้เชี่ยวชาญทั้ง พลโทพงศกร, ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง และเทพไท ได้เสนอให้รัฐบาลเร่งวางระบบบริหารจัดการและตรวจสอบการครอบครองอาวุธปืนอย่างจริงจัง แทนการมุ่งเน้นเพียงการบีบคั้นปืนในระบบ แต่ต้องหันมาปราบปราม “ปืนเถื่อนนอกระบบ” ซึ่งเป็นอาวุธหลักที่ใช้ก่ออาชญากรรมอย่างเข้มข้น เพื่อไม่ให้มาตรการเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาแบบไฟไหม้ฟาง


