แบงก์ชาติกางแผนปี 70 สกัด ‘เงินเทา’ จ่อห้ามใช้เงินสดซื้อทองเกิน 10 ล้าน-คุมเข้มฝากเงินไม่ทราบที่มา

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อสกัดกั้น “เงินเทา” ประจำปี 2570 โดยมุ่งเน้นการป้องกันปัญหาการฟอกเงินข้ามชาติและการใช้เงินสดในธุรกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้แถลงรายละเอียดดังกล่าวภายในงาน Governor Connect: A Year in Review, Moving Forward เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา
ยกระดับมาตรการสกัดเงินเทาปี 2570
สำหรับแผนงานในปี 2570 ธปท. เตรียมยกระดับมาตรการควบคุมธุรกรรมการเงินหลายด้าน ได้แก่:
- การซื้อขายทองคำ: เตรียมบังคับใช้กฎห้ามซื้อขายทองคำด้วยเงินสดที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาท
- การควบคุมร้านแลกเงิน (Money Changer): ยกระดับเกณฑ์การกำกับดูแลเพื่ออุดช่องโหว่ในการฟอกเงินข้ามชาติ
- การตรวจสอบที่มาของเงิน: เตรียมสั่งการให้สถาบันการเงินปฏิเสธการรับฝากเงินสดมูลค่าสูงที่ไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินได้ เพื่อสกัดกั้นการฟอกเงินผ่านการซื้อสินทรัพย์ราคาสูง เช่น วิลล่าหรู รถหรู และรถเก่า ซึ่งพบว่ามีการใช้เงินสดสูงถึง 100-200 ล้านบาทในธุรกรรมลักษณะดังกล่าว
ผลสำเร็จจากมาตรการปี 2569
นายวิทัย กล่าวถึงผลการดำเนินงานในปี 2569 ที่ผ่านมาว่า มาตรการที่นำมาใช้ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้:
- การกำกับธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป ส่งผลให้มูลค่าการถอนเงินสดลดลงกว่า 57% เมื่อเทียบกับเดือนมกราคม 2569
- การกำหนดให้ร้านทองต้องรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำ (Physical Gold) ตั้งแต่ 2 กิโลกรัมต่อวัน ทำให้ธุรกรรมลดลงถึง 85% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน
- มีการจัดทำ Framework for Safeguarding the Financial Sector from Illicit Activities และผลักดัน Bangkok Blueprint ร่วมกับ IMF และกลุ่มธนาคารโลก ในงานประชุม IMF–World Bank Annual Meetings 2026
ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่รอบหลายสิบปี
นอกจากแผนการปราบปรามเงินเทาแล้ว ธปท. ยังให้ความสำคัญกับการเข้าถึงสินเชื่อ SMEs ผ่านกลไก SMEs Credit Portal และการเพิ่มการแข่งขันในระบบการเงิน โดยนายวิทัยระบุว่า ปัจจุบัน ธปท. ได้ดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญ เพื่อรวมการกำกับดูแลสถาบันการเงินและ Non-Bank ให้เป็นเอกภาพมากขึ้น จากเดิมที่การกำกับดูแล Non-Bank กระจัดกระจายอยู่หลายหน่วยงาน
ด้วยเหตุนี้ ธปท. จึงได้ยุบตำแหน่งรองผู้ว่าฯ ด้านบริหาร และจัดตั้งตำแหน่ง “รองผู้ว่าฯ ด้าน Non-Bank” ขึ้นมาใหม่ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลสถาบันการเงินและธุรกิจ Non-Bank อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจรมากขึ้น


