สำนักงานตำรวจแห่งชาติแจงหลักเกณฑ์การพกพาอาวุธปืน ยึดความจำเป็นและบริบทการปฏิบัติหน้าที่

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ออกมาชี้แจงถึงหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการพกพาอาวุธปืนของข้าราชการตำรวจ โดยเน้นย้ำว่าการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายในเรื่องนี้ จะต้องยึดถือความจำเป็นและบริบทของการปฏิบัติหน้าที่เป็นสำคัญ โดยต้องนำองค์ประกอบหลายด้านมาพิจารณาร่วมกัน ไม่สามารถตัดสินจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงลำพังได้
มาตรการเด็ดขาดหากทำผิดระเบียบ
พล.ต.อ.ธัชชัย ได้อธิบายถึงการพิจารณาข้อกฎหมายว่า การพกพาอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในสถานที่สาธารณะหรือร้านอาหาร หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติงาน ไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากข้าราชการตำรวจนำอาวุธปืนไปใช้ในยามวิกาล ดื่มสุรา หรือพกพาไปในทางที่นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ จะต้องถูกดำเนินคดีทั้งทางอาญาและทางวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีข้อยกเว้น เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป
หลักเกณฑ์และบรรทัดฐานทางกฎหมาย
เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการปฏิบัติงาน ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 ได้กำหนดหลักเกณฑ์การพกพาอาวุธปืนไว้ โดยสอดคล้องกับแนวทางของศาลยุติธรรม ดังนี้:
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557: วินิจฉัยว่าหากตำรวจได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาให้พกพาอาวุธเพื่อปฏิบัติหน้าที่ และเหตุการณ์เกิดขึ้นในระหว่างระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ศาลถือว่าไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2553: ระบุถึงอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อย การสืบสวนคดีอาญา และการจับกุมผู้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งถือเป็นอำนาจโดยผลของกฎหมาย
สถานะเจ้าพนักงานตลอด 24 ชั่วโมง
สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่า ข้าราชการตำรวจมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตลอด 24 ชั่วโมง ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด โดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่ย่อมมีอำนาจในการเข้าระงับเหตุ จับกุม หรือดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้ทันที เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยไม่ขึ้นอยู่กับการลงบันทึกประจำวันว่าออกปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

