เปิดแนวทางระดับโลก จัดการ Data Center อย่างยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและพลังงาน

ในยุคที่เทคโนโลยี AI และการประมวลผลข้อมูลแบบ Edge Computing เติบโตอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ในปี 2020 ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบเครือข่ายส่งข้อมูลทั่วโลก มีส่วนทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องกับพลังงานประมาณ 200-250 ล้านตันต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก
ผลกระทบจากการขยายตัวของ Data Center
ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกพุ่งสูงถึง 5.5 พันล้านคน ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของ Data Center อย่างรวดเร็วในหลายประเทศ เช่น บราซิล มาเลเซีย และไนจีเรีย โดย IEA คาดการณ์ว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลมีแนวโน้มเติบโตมากกว่า 20% ภายในปี 2030
นอกเหนือจากพลังงานไฟฟ้าแล้ว การใช้น้ำก็เป็นประเด็นสำคัญ โดย World Economic Forum ระบุว่า Data Center ขนาด 1 เมกะวัตต์ อาจใช้น้ำเพื่อการระบายความร้อนสูงถึง 25.5 ล้านลิตรต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณการใช้น้ำในแต่ละวันของประชากรถึง 300,000 คน
กรณีศึกษาจากไอร์แลนด์
สถานการณ์ในไอร์แลนด์ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงผลกระทบจากการขยายตัวที่รวดเร็วเกินการวางแผน โดยในปี 2023 ศูนย์ข้อมูลในไอร์แลนด์ใช้ไฟฟ้าคิดเป็น 21% ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในประเทศ จนนำไปสู่การระงับการอนุมัติสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่รอบกรุงดับลินไปจนถึงปี 2028
ข้อเสนอแนะเพื่อความยั่งยืน
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์จากองค์การสหประชาชาติ (UN) ได้เผยแพร่รายงาน “AI กำลังคุกคามทรัพยากรธรรมชาติมูลค่าหลายพันล้าน” โดยเสนอหลักการ 6 ข้อ เพื่อให้รัฐบาลท้องถิ่นบูรณาการ Data Center เข้ากับการวางแผนพลังงาน การกำกับดูแลน้ำ และการอนุญาตใช้ที่ดิน รวมถึงการกำหนดมาตรฐานการรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (Footprint)
ไกด์ไลน์จาก UNEP ยังแนะนำแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่:
- การเลือกสถานที่ตั้งที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบต่อเครือข่ายไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อม
- การใช้ระบบระบายความร้อนแบบ Adiabatic เพื่อปรับปรุงค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE)
- การสนับสนุนการผลิตพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่เพื่อลดการพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าหลัก
- การใช้ระบบติดฉลากเพื่อจูงใจผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามเกณฑ์ความยั่งยืน
แนวทางเหล่านี้ได้รับการตรวจสอบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย เพื่อให้มั่นใจว่าการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะเป็นไปอย่างสมดุล โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ


