13 ปี สันติภาพชายแดนใต้: 'ฐนัตถ์' ชูแนวทางใหม่ 'คนไทยคุยกัน' มุ่งสร้างพื้นที่สันติสุข

กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งดำเนินต่อเนื่องมากว่า 13 ปี ได้พัฒนาสู่กรอบสารัตถะสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การลดระดับความรุนแรง การเปิดพื้นที่ปรึกษาหารือกับประชาชนในพื้นที่ และการแสวงหาทางออกทางการเมืองโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านความไม่ต่อเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและการเลือกตั้งหลายครั้ง
ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ 'ฐนัตถ์' นำทัพพูดคุย
ในปี 2569 รัฐบาลชุดปัจจุบันได้แต่งตั้ง ฐนัตถ์ เข้ามารับหน้าที่ 'หัวหน้าการพูดคุยเพื่อสันติสุข' โดยฐนัตถ์ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานจากการมีคณะพูดคุยขนาดใหญ่ มาเป็นการทำหน้าที่เป็นผู้พูดคุยหลักเพียงคนเดียว โดยมีทีมงานเทคนิคคอยสนับสนุนเบื้องหลัง เพื่อลดปัญหาความซับซ้อนและการเปลี่ยนแปลงแนวทางตามวาระของรัฐบาล
ฐนัตถ์เปิดเผยว่า ในการพบกับกลุ่ม BRN ครั้งแรก ตนได้วางจุดยืนในฐานะ 'ประชาชนคนไทย' ที่มาพูดคุยกับคนไทยอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นต่างกัน ไม่ใช่การเจรจาต่อรองผลประโยชน์หรือการทำดีลทางทหาร แต่เป็นการร่วมกันหาทางออกเพื่อให้พื้นที่เกิดความสงบสุข โดยยอมรับว่าประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่การยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นคือประตูบานแรกสู่การเริ่มต้นพูดคุย
หมุดหมาย 'พื้นที่สันติสุข' และความเชื่อมั่น
ฐนัตถ์ยืนยันว่าจากการประเมินสัญญาณต่างๆ ทั้งความต่อเนื่องในการหารือระดับเทคนิคและการกำหนดเงื่อนไข ทำให้เชื่อมั่นได้มากกว่า 80% ว่าฝ่ายที่พูดคุยด้วยคือตัวแทนที่แท้จริงของ BRN โดยตั้งเป้าหมายเปิด 'พื้นที่สันติสุข' เป็นหมุดหมายแรกในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 นี้
นอกจากนี้ ฐนัตถ์ยังเน้นย้ำถึงบทบาทของพลเรือนในการสร้างสันติสุข โดยระบุว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สงครามระหว่างประเทศ แต่เป็นความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อเยาวชนและลูกหลานในพื้นที่ พร้อมเสนอให้ลดระดับการใช้ความรุนแรงของรัฐและยุติการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ของทุกฝ่าย
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและการขับเคลื่อน
ทางด้าน ศอ.บต. เตรียมพัฒนากลไกเพื่อรองรับข้อเสนอใหม่ๆ จากกระบวนการพูดคุย โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาของสถาบันศึกษาปอเนาะ ผ่านความร่วมมือกับคณะกรรมการขับเคลื่อนด้านการศึกษา ขณะที่รอมซีได้เน้นย้ำถึงการยอมรับรากเหง้าของความขัดแย้งอย่างตรงไปตรงมา
สำหรับข้อเสนอสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ ได้แก่:
- การทบทวนและยกเลิกกฎหมายพิเศษในพื้นที่
- การยุติการใช้กฎหมาย SLAPP
- การแก้ไขปัญหาการลอยนวลพ้นผิด
- การส่งเสริมการกระจายอำนาจ
- การเปิดพื้นที่ให้ศึกษาประวัติศาสตร์ที่แตกต่างและสอดคล้องกับอัตลักษณ์ของประชาชน

