พรรคประชาชนชูร่างกฎหมาย ‘Anti-SLAPP’ สกัดการฟ้องปิดปาก คุ้มครองสิทธิการวิพากษ์เพื่อสาธารณะ

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 พรรคประชาชนได้จัดงานเสวนาในหัวข้อ ‘สิทธิของเรา อย่าให้ใครฟ้องปิดปาก’ โดยมี ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 23 และ อนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส.นนทบุรี เขต 3 ร่วมนำเสนอหลักการแก้ไขกฎหมายเพื่อยุติการฟ้องคดีปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation: SLAPP) เพื่อสร้างความคุ้มครองให้แก่ประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
ผลักดันกฎหมายคุ้มครองการแสดงความเห็น
ชลธาร ทรัพย์ไพบูลย์เลิศ ระบุว่า การผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว แต่เป็นข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงเสียงสะท้อนจากผู้ได้รับผลกระทบในไทยโดยตรง เพื่อปฏิรูปกฎหมายให้เท่าทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน
ด้านอนุสรณ์ แก้ววิเชียร ได้ชี้แจงถึงข้อกังวลที่มีบางฝ่ายวิจารณ์ว่ากฎหมายนี้อาจทำให้คดีหมิ่นประมาทเพิ่มขึ้น โดยย้ำว่าหัวใจสำคัญของร่างกฎหมายนี้คือ 'ผลประโยชน์สาธารณะ' ซึ่งจะคุ้มครองเฉพาะการแสดงความคิดเห็นที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมถึงการหมิ่นประมาททั่วไป
กลไกยุติคดีในทุกชั้นกระบวนการยุติธรรม
พรรคประชาชนเสนอให้ผู้ถูกกล่าวหาในคดี SLAPP สามารถใช้สิทธิยื่นคำร้องเพื่อขอให้ยุติคดีได้ใน 3 ขั้นตอนหลัก ดังนี้:
- ชั้นตำรวจและอัยการ: หากคดีถูกแจ้งความดำเนินคดีในลักษณะ SLAPP ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานสอบสวนหรืออัยการ หากพิจารณาแล้วพบว่าเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก ให้มีอำนาจสั่งยุติคดีได้ทันที
- ชั้นศาล: เสนอให้ศาลเปิดกระบวนการไต่สวนโดยเร่งด่วน หากพบว่าเป็นคดี SLAPP ศาลสามารถสั่งยุติคดีได้ พร้อมทั้งมีดุลพินิจสั่งให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าเสียหายไม่น้อยกว่าสองเท่าของความเสียหายจริง และห้ามนำคดีเดิมมาฟ้องซ้ำอีก
ความหวังต่อระบบยุติธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศ
ชลธารเน้นย้ำว่า ปัจจุบันระบบยุติธรรมไทยยังมีความไม่สมดุลในการคุ้มครองสิทธิประชาชน โดยอนุสรณ์ได้ยกตัวอย่างประเด็นที่ประชาชนควรมีสิทธิรับรู้และตั้งคำถาม เช่น ที่มาของปลาหมอคางดำ สารพิษในแม่น้ำกก หรือโครงสร้างราคาพลังงาน ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมักถูกผู้กระทำผิดใช้การฟ้องปิดปากเป็นเครื่องมือปกป้องตนเอง
นอกจากนี้ ชลธารยังทิ้งท้ายว่า การผลักดันกฎหมายนี้ยังเป็นการตอบสนองต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยให้ไว้กับนานาชาติ โดยที่ผ่านมาคณะทำงานด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติได้สื่อสารกับรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องว่า ประเทศไทยยังจำเป็นต้องพัฒนามาตรการคุ้มครองประชาชน นักเคลื่อนไหว และนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เป็นอยู่


