“ทวี” ชูร่างกฎหมายนิรโทษที่ดินทำกิน ยันชัด “คนเผาป่า-นอมินี” หมดสิทธิ์รับการคุ้มครอง

พ.ต.อ.ทวี ได้ออกมาเปิดเผยถึงวิกฤตโครงสร้างปัญหาที่ดินในประเทศไทย โดยระบุข้อมูลที่น่าตกใจว่า แม้ประเทศไทยจะมีเนื้อที่จริงเพียงประมาณ 320 ล้านไร่ แต่เมื่อรวบรวมแนวเขตที่ดินจากหน่วยงานรัฐทุกแห่งกลับพบตัวเลขสูงถึง 542 ล้านไร่ ซึ่งเกินกว่าพื้นที่จริงของประเทศไปมาก ในขณะที่ที่ดินของเอกชนที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องมีเพียง 128 ล้านไร่เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีกกว่า 200 ล้านไร่ถูกจัดเป็นที่ดินของรัฐ
ปัญหาที่ดินทับซ้อนและความเหลื่อมล้ำ
พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาที่ดินทับซ้อนทั้งระหว่างหน่วยงานรัฐด้วยกันเองและที่ดินรัฐทับซ้อนกับที่ดินทำกินของประชาชน ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่เรื้อรัง นอกจากนี้ ประมวลกฎหมายที่ดินในปัจจุบันยังถูกมองว่าเป็นเพียง “สินทรัพย์” เพื่อการเก็งกำไร มากกว่าจะเป็น “ปัจจัยการผลิต” ส่งผลให้เกิดการกักตุนที่ดินจนสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง โดยข้อมูลจากชั้นกรรมาธิการระบุว่า มีบุคคลเพียง 130 คน ถือครองที่ดินรวมกันเกือบ 4 ล้านไร่ หรือเฉลี่ยคนละกว่า 1,000 ไร่
เงื่อนไขนิรโทษกรรมคืนความยุติธรรม
เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จึงมีการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ดินทำกินให้แก่ราษฎร เพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ที่ถูกรัฐประกาศที่ดินทับซ้อน โดยผู้ที่เข้าเงื่อนไขจะได้รับความคุ้มครองในทุกชั้นกระบวนการยุติธรรม ทั้งการยุติการสอบสวน การสั่งคดี การพิจารณาคดีในศาล รวมถึงการหยุดบังคับคดี และให้มีการลบประวัติอาชญากรรมทั้งหมด อย่างไรก็ตาม พ.ต.อ.ทวี ยืนยันชัดเจนว่า “ผู้ที่เผาป่า” และ “นอมินี” จะไม่ได้รับสิทธิ์ในการนิรโทษกรรมนี้อย่างเด็ดขาด
โครงสร้างคณะกรรมการและการจัดการ
ร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการที่มี นายกรัฐมนตรีหรือผู้ได้รับมอบหมายเป็นประธาน ร่วมกับรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดึงตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น สมาคม อบจ., นายก อบต., สันนิบาตเทศบาล และผู้ทรงคุณวุฒิจากวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านเข้าร่วม เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างทั่วถึงและเข้าใจพื้นที่จริง ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้วเกือบ 20 ครั้ง
เป้าหมายสู่การเพิ่มพื้นที่ป่า
สำหรับประชาชนที่พิสูจน์สิทธิ์แล้วพบว่าไม่สามารถสู้สิทธิ์กับรัฐได้ จะถูกนำเข้าสู่โครงการช่วยเหลือหรือเช่าที่ดินของรัฐอย่างถูกกฎหมาย เพื่อเปลี่ยนจาก “ป่าทิพย์ในกระดาษ” ให้กลายเป็นพื้นที่ป่าจริง โดยตั้งเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ถึง 40% ของประเทศ


