เจ.ดี. แวนซ์ เผยเป้าหมายหลักสหรัฐฯ ในสงครามอิหร่าน คือการลดราคาน้ำมันให้ประชาชน

เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาเปิดเผยถึงลำดับความสำคัญของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่านในปัจจุบัน โดยระบุว่าเป้าหมายอันดับหนึ่งที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญสูงสุดคือการดำเนินการเพื่อให้ราคาน้ำมันและน้ำมันเบนซินปรับตัวลดลงเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของชาวอเมริกัน ในขณะที่ประเด็นการสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเคยเป็นเหตุผลหลักในการเข้าสู่สงครามนั้น ได้ถูกปรับให้เป็นเป้าหมายรองลงมา
การปรับสมดุลท่ามกลางความขัดแย้ง
แวนซ์ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่มีความระมัดระวังอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจทำสงครามกับอิหร่าน ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สหรัฐฯ จำเป็นต้องบริหารจัดการสถานการณ์โดยสลับความสำคัญระหว่างปัญหาพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อปากท้องของประชาชน กับการเฝ้าระวังด้านการทหารและโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านตามความเหมาะสมของสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา
มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจ
ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์เคยให้ความเห็นถึงความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง แต่ในขณะนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่การใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือหลัก โดยหวังว่าปัญหาเงินเฟ้อและการขาดแคลนเงินทุนภายในอิหร่านจะบีบให้รัฐบาลอิหร่านต้องยอมถอย
ทรัมป์ระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ กำลังดำเนินการเจรจาด้วยความรอบคอบและเฝ้าติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจของอิหร่านอย่างใกล้ชิด โดยก่อนหน้านี้มีการระบุว่าจะชะลอการโจมตีอิหร่านก็ต่อเมื่อสามารถบรรลุข้อตกลงในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้โดยเร็วเท่านั้น
เงื่อนไขจากฝั่งอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม การเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังคงมีความซับซ้อน เนื่องจากอิหร่านได้ยื่นเงื่อนไขหลายประการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยอมรับได้ยาก ได้แก่:
- การยุติสงครามในทุกแนวรบ
- การยกเลิกมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านโดยสหรัฐฯ
- การยุติการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ
- การปล่อยทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้
- การชดเชยความเสียหายจากสงคราม
เงื่อนไขเหล่านี้มีความสอดคล้องกับบันทึกความเข้าใจที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงข้อเสนอการจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ข้อตกลงจะล่มลงจากการปะทะกันรอบใหม่ สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซจึงกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องเร่งสร้างสมดุลระหว่างการกดดันอิหร่าน การป้องกันนิวเคลียร์ และการควบคุมราคาพลังงานในประเทศ
