ราคาน้ำมันดิบขยับขึ้น หลังสหรัฐฯ-อิหร่านปะทะเดือด กระทบการเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีการปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ท่ามกลางความตึงเครียดที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการสัญจรทางทะเลในช่องแคบฮอร์มุซ
ความเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ
รายงานระบุว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงสากล ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.9% ไปปิดที่ระดับ 72.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในขณะที่ราคาน้ำมันดิบของสหรัฐฯ (WTI) ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น 1.3% ปิดที่ 70.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันโลกเพิ่งจะปรับตัวลดลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดสงคราม โดยน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ประมาณ 72 ดอลลาร์ และน้ำมันดิบสหรัฐฯ ปิดที่ประมาณ 69 ดอลลาร์
สถานการณ์ความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ
ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ประกอบกับการที่อิหร่านยังคงแสดงท่าทีชัดเจนในการเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้แผนการฟื้นฟูเส้นทางขนส่งพลังงานต้องหยุดชะงักลง โดยก่อนหน้านี้ตลาดมีความหวังจากข้อตกลงหยุดยิง 60 วัน และการลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะเปิดช่องแคบให้สัญจรได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียม
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์กลับพลิกผันหลังจากเกิดเหตุอิหร่านโจมตีเรือลำหนึ่งในช่องแคบเมื่อวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้องค์การสหประชาชาติ (UN) จำเป็นต้องประกาศระงับแผนการอพยพลูกเรือและเรือที่ติดค้างอยู่ชั่วคราว ขณะที่กองกำลังของทั้งสองฝ่ายยังคงมีการโจมตีเป้าหมายทางทหารของกันและกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันหลายลำต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางเลียบชายฝั่งของประเทศโอมานแทน
ความท้าทายในการฟื้นฟูเส้นทางขนส่ง
นักวิเคราะห์มองว่า การที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงอย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปิดเส้นทางเดินเรือเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความจำเป็นในการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งคาดการณ์ว่าอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่เรือบรรทุกน้ำมันจะสามารถกลับมาสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้ง
