ศาลรัฐธรรมนูญมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องถอดถอน 'อนุทิน-พิพัฒน์' ปมผลประโยชน์ทับซ้อนพลังงาน

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ สั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยในคดีที่มีการยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาความเป็นรัฐมนตรีของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สิ้นสุดลงจากกรณีข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในการกำกับดูแลนโยบายพลังงาน
ที่มาของคำร้อง
คดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก นายธนะวิทย์ วงศ์ธารทิพย์ ในฐานะผู้ร้อง ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 (เรื่องพิจารณาที่ ต. 51/2569) โดยกล่าวหา นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะนายกรัฐมนตรี ว่ามีคำสั่งแต่งตั้ง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (ผู้ถูกร้องที่ 2) ให้ดำรงตำแหน่งที่มีอำนาจกำกับดูแลและสั่งการเกี่ยวกับนโยบายพลังงานและการบริหารจัดการสถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ
ผู้ร้องอ้างว่า นายพิพัฒน์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในธุรกิจพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและเครือญาติ ประกอบกับการที่นายพิพัฒน์เคยแถลงข่าวเรื่องการแก้ไขปัญหาสถานีบริการน้ำมันขาดแคลน ผู้ร้องจึงอ้างว่าตนได้รับความเสียหายโดยตรงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุว่าการกระทำดังกล่าวขาดความซื่อสัตย์สุจริตและเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิยื่นคำร้องไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 47 (2) ประกอบมาตรา 46 วรรคสาม ซึ่งกำหนดให้ศาลต้องสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา
นอกจากนี้ ศาลยังวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ได้เป็นผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง และกระบวนการยื่นคำร้องไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้สำหรับการถอดถอนรัฐมนตรี ผู้ร้องจึงไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 213 ได้ด้วยตนเอง ด้วยเหตุผลทางข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องนี้ไว้พิจารณาวินิจฉัย
