ถอดรหัสการทูตจีนในไทย: เมื่อ ‘การทูตหมาป่า’ ท้าทายความสัมพันธ์ระดับประชาชน

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ แม้ในระดับรัฐต่อรัฐความสัมพันธ์จะอยู่ในระดับสูงสุด แต่ในระดับประชาชนกลับพบสัญญาณความไม่ไว้วางใจที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกระแสต่อต้านจีนที่ปรากฏชัดเจนบนสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งสองรัฐบาลต้องเร่งหาทางปรับจูนบรรยากาศให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ
จาก ‘พี่น้อง’ สู่คำถามถึง ‘การทูตหมาป่า’
วาทกรรม “ไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน” ยังคงถูกหยิบยกมาใช้ในทางการทูตเสมอมา แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการตั้งคำถามถึงความจริงใจและมิติความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อ จางเจี้ยนเว่ย (Zhang Jianwei) เข้ามารับตำแหน่งเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยต่อจาก หานจื้อเฉียง (Han Zhiqiang) แนวทางการทำงานของเขาถูกวิจารณ์ว่ามีความดุดันและเป็นเชิงรุกมากกว่าเดิม จนถูกนิยามว่าเป็น ‘การทูตหมาป่า’ (Wolf Warrior Diplomacy)
ประเด็นร้อนและการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรี
เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการ โดยมีการออกแถลงการณ์ร่วมที่ระบุถึง “การสนับสนุนการรวมชาติอย่างสันติ” ซึ่งเป็นถ้อยคำใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาและส่งผลให้ทางไต้หวันออกมาตอบโต้ทันที อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของไทยชี้แจงว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็นไปตามกรอบ ‘หลักการจีนเดียว’ ซึ่งเป็นเงื่อนไขพื้นฐานทางการทูต โดยมีการปรับเปลี่ยนตามบริบทของสถานการณ์โลกเป็นระยะ
มุมมองต่อนโยบายและการปรับตัวของฝ่ายไทย
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า จางเจี้ยนเว่ย มีพื้นฐานมาจากสายงานพรรคคอมมิวนิสต์จีนมากกว่านักการทูตอาชีพ ทำให้ธงในการทำงานมุ่งเน้นการตอบสนองนโยบายจากปักกิ่งเป็นหลัก ทั้งนี้ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงท่าทีชัดเจนด้วยการเรียกร้องให้ทูตจีนช่วยสร้างความเข้าใจแก่พลเมืองของตนเกี่ยวกับกฎหมายไทย เพื่อลดแรงเสียดทานในสังคม ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าฝ่ายไทยเริ่มตระหนักถึงความสุ่มเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย
ทางออก: นิ่มนวลแต่ไม่นอบน้อม
อดีตแคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศของพรรคประชาชนมองว่า ไทยมักแสดงความเกรงใจจนเกินไปจนอาจเสียอำนาจต่อรองในอนาคต โดยเสนอแนะว่าไทยควรวางตัวแบบ “นิ่มนวลแต่ไม่นอบน้อม” และ “แข็งแกร่งแต่ไม่แข็งกร้าว” โดยเน้นการเจรจาผลประโยชน์ร่วมกันอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะปัญหาที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย เช่น ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ ทุนสีเทา และการสวมสิทธิ์สินค้าส่งออก เพื่อรักษาความยั่งยืนของความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจในผลประโยชน์ซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง


