ธปท. ผนึกกำลังพันธมิตรการเงิน ดีเดย์ 10 ก.ย. นี้ เปิดศึกกวาดล้างแก๊งสแกมเมอร์และฟอกเงิน

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดินหน้ายกระดับมาตรการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินอย่างเข้มข้น โดยเตรียมประกาศ “เจตนารมณ์เชิงปฏิบัติการ” ร่วมกับพันธมิตรในระบบการเงินทุกภาคส่วนในวันที่ 10 กันยายน 2569 นี้ เพื่อปิดช่องโหว่การโอนเงินและฟอกเงินของกลุ่มมิจฉาชีพ ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ พนันออนไลน์ และธุรกิจผิดกฎหมาย
ผนึกกำลังพันธมิตรทางการเงินครบวงจร
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความร่วมมือครั้งสำคัญนี้ว่า จะเป็นการดึงความร่วมมือจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงพันธมิตรในระบบการเงินทุกระดับ ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์, ธนาคารรัฐ, สาขาธนาคารต่างประเทศ, ผู้ให้บริการ e-Payment, Non-Bank และผู้ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินตรา โดยความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการประกาศหลักการทั่วไป แต่จะมีข้อตกลง (Commitment) และเอกสารแนบท้ายที่ระบุหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน เพื่อให้การสกัดกั้นเงินทุจริตสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
ยกระดับมาตรการสกัดกั้นเงินผิดกฎหมาย
เป้าหมายหลักของการดำเนินการครั้งนี้คือการทำให้เงินที่ได้จากการทุจริต พนันออนไลน์ และสแกมเมอร์ ถูกนำไปฟอกต่อหรือถอนออกจากบัญชีได้ยากขึ้น โดยมาตรการจะครอบคลุมธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่:
- ธุรกรรมเงินสดมูลค่า 5 ล้านบาทขึ้นไป
- การซื้อขายทองคำ
- การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
- สินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT ซึ่งจะมีการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. อย่างใกล้ชิด
- การยกระดับการตรวจสอบลูกค้าและการติดตามเส้นทางเงิน
ผลลัพธ์เชิงบวกจากมาตรการเดิม
ธปท. ยังได้เผยถึงความคืบหน้าของมาตรการที่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 ซึ่งพบว่าเริ่มเห็นผลเป็นรูปธรรม โดยยอดการถอนเงินสดมูลค่า 5 ล้านบาทขึ้นไปลดลงถึง 52% ในขณะที่การกำกับการซื้อขายทองคำออนไลน์และการถอนทองคำแท่งมูลค่า 2 ล้านบาทขึ้นไป (เทียบเท่าทองคำประมาณ 110 กิโลกรัม) ปรับตัวลดลงถึง 70% สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการปิดช่องทางการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินมูลค่าสูงของมิจฉาชีพ
ผลักดันมาตรฐานสากลสู่เวทีโลก
นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ร่วมมือกับ IMF และธนาคารโลก ในการจัดทำ “Bangkok Blueprint for Risk and Fraud Resilient Financial Services” เพื่อใช้เป็นแนวทางอ้างอิงระดับนานาชาติในการรับมือกับความเสี่ยงจากการฉ้อโกงทางดิจิทัล โดยมีกำหนดการนำเสนอแนวทางดังกล่าวในช่วงการประชุมประจำปี IMF–World Bank Group ในเดือนตุลาคมนี้
