เจาะลึกความเสี่ยง AI: เมื่ออัลกอริทึมแฝงอคติและภัยคุกคามสิทธิมนุษยชนที่องค์กรต้องระวัง

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับทิศทางการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาปรับใช้ในภาคธุรกิจ โดยระบุว่าปัจจุบันมีองค์กรสูงถึง 73.3% ที่วางแผนนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ความเร่งรีบในการปรับตัวดังกล่าวอาจนำมาซึ่งต้นทุนแฝงทั้งในมิติของกฎหมายและชื่อเสียงขององค์กรผ่าน 3 ประเด็นความเสี่ยงหลัก
ความเสี่ยงด้านกฎหมายและสิทธิส่วนบุคคล
การทำงานของ Machine Learning จำเป็นต้องอาศัยชุดข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ่งในหลายกรณีอาจขัดต่อหลักการของ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 (PDPA) เช่น การนำข้อมูลเก่ามาใช้ฝึกฝนโมเดลโดยไม่ได้รับความยินยอมตามวัตถุประสงค์ใหม่ หรือการนำ AI มาใช้สอดส่องพนักงานในที่ทำงาน (Workplace Surveillance) แบบเรียลไทม์
ในประเทศไทย คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ได้เริ่มดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจัง โดยมีการสั่งปรับบริษัทเอกชนเป็นเงินหลักล้านบาทจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหล นอกจากนี้ ยังพบประเด็นความเสี่ยงที่น่าสนใจจากกรณีระบบ AI ของ Microsoft Bing ที่ดึงข้อมูลนักเรียนทุนรัฐบาลไทยไปแสดงผล ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงด้านข้อมูลมีต้นทุนที่ต้องจ่ายจริงในเชิงธุรกิจ
อคติเชิงระบบและผลกระทบต่อแบรนด์
อีกหนึ่งความเสี่ยงสำคัญคือการที่ AI เรียนรู้จากข้อมูลที่มีอคติ ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยมีกรณีศึกษาในอดีตของ Amazon ที่ระบบคัดกรองใบสมัครงานให้คะแนนผู้สมัครเพศหญิงต่ำกว่า เนื่องจากอัลกอริทึมเรียนรู้จากฐานข้อมูลย้อนหลังที่มีแต่กลุ่มผู้ชายเป็นหลัก สำหรับประเทศไทยเริ่มพบแนวโน้มความเสี่ยงในลักษณะเดียวกันในระบบพิจารณาสินเชื่อบุคคลและการสรรหาบุคลากรขององค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกฟ้องร้องและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในแบรนด์ในระยะยาว
ก้าวสู่การใช้งาน AI อย่างยั่งยืน
ETDA เน้นย้ำว่าปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่เครื่องมือที่จะเข้ามาทดแทนมนุษย์อย่างเบ็ดเสร็จเพื่อลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว องค์กรที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต คือองค์กรที่สามารถสร้างระบบนิเวศที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และบริหารจัดการให้ AI ทำงานร่วมกับแรงงานมนุษย์ทุกเจเนอเรชันได้อย่างสมดุล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กรอย่างแท้จริง


