THE COFFEE CLUB ปรับทัพรุกตลาด Grab & Go ชูโมเดล Bite & Blend ดันยอดโตต่อเนื่อง

ในสภาวะที่ตลาดธุรกิจกาแฟมีการแข่งขันสูงและพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว THE COFFEE CLUB แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานเกือบ 30 ปี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความจำเป็นในการปรับตัวครั้งสำคัญ เพื่อให้สอดรับกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป โดยที่ผ่านมาแบรนด์ได้ทดลองนำเสนอร้านในหลากหลายรูปแบบ ทั้งสาขาในแหล่งท่องเที่ยวและคอมมูนิตี้มอลล์ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบร้านทั้งขนาดใหญ่และเล็ก รวมถึงการปรับเมนูให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่
เปิดตัวโมเดลใหม่ 'Bite & Blend' รับเทรนด์ Grab & Go
ล่าสุด THE COFFEE CLUB ได้เปิดตัวโมเดลร้านรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ 'Bite & Blend' ซึ่งมาในรูปแบบคิออสก์ขนาดกะทัดรัดเพียง 24 ตารางเมตร โดยประเดิมสาขาแรกที่ Central Park เพื่อเน้นให้บริการลูกค้าที่ต้องการความรวดเร็วหรือ Grab & Go เป็นหลัก ทั้งนี้ แบรนด์ตั้งเป้าหมายที่จะขยายสาขาในรูปแบบดังกล่าวเพิ่มอีกประมาณ 4–5 แห่งภายในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
โมเดลใหม่นี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ด้านความสะดวกสบาย แต่ยังถูกวางบทบาทให้เป็น 'สนามทดลอง' สำหรับการนำเสนอเมนูใหม่ๆ และการทดสอบบรรจุภัณฑ์รูปแบบใหม่ หากได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ทางแบรนด์จะนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดและปรับใช้ในสาขาหลักต่อไป โดยเกณฑ์การวัดความสำเร็จของโมเดลนี้ จะไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ยอดขายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความถี่ในการกลับมาใช้บริการซ้ำของลูกค้าด้วย
พลิกฟื้นธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
นงชนก ได้ให้ข้อมูลถึงภาพรวมการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว ซึ่งถือว่ามีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่เคยเผชิญกับวิกฤตในช่วงโควิด-19 จนมียอดขาดทุนสะสมถึง 140 ล้านบาทในปี 2564 แต่ด้วยกลยุทธ์การปรับตัวที่ผ่านมา ทำให้แบรนด์สามารถพลิกกลับมาทำกำไรได้สำเร็จในปี 2566 และรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน THE COFFEE CLUB มีฐานสมาชิกมากกว่า 2.5 แสนคน โดยกลุ่มลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจสมาชิกแบบ Subscription ถือเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมีความถี่ในการกลับมาซื้อซ้ำสูงถึง 15–20 ครั้งต่อเดือน ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จในการรักษาฐานลูกค้าประจำท่ามกลางตลาดที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน

