พชร นริพทะพันธุ์ เตือนไทยวิกฤตขาดทุนมนุษย์ แนะรัฐถอดบทเรียนสิงคโปร์แก้โจทย์สังคมสูงวัย

นายพชร นริพทะพันธุ์ ได้ออกมาแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบัน โดยระบุว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะ “ขาดทุนมนุษย์” ขั้นวิกฤต พร้อมเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งวางนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือกับสังคมสูงวัย โดยหยิบยกกรณีศึกษาจากประเทศสิงคโปร์มาเป็นแนวทางในการปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย
ถอดบทเรียนความสำเร็จจากสิงคโปร์
สิงคโปร์ถือเป็นต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการแรงงานสูงวัยผ่าน 3 กลไกหลักที่วัดผลได้จริง:
- มาตรการอุดหนุนค่าจ้าง: รัฐบาลใช้มาตรการ Senior Employment Credit (SEC) อุดหนุนค่าจ้างสูงสุด 7% ให้แก่นายจ้างที่จ้างพนักงานอายุ 60 ปีขึ้นไป รวมถึงมีโครงการ Part-time Re-employment Grant เพื่อส่งเสริมการจ้างงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งได้รับความนิยมจากนายจ้างกว่า 6,300 ราย ครอบคลุมแรงงานสูงวัยเกือบ 50,000 คน ณ ปลายปี 2566
- โครงการ Skills Future: เป็นนโยบายพัฒนาทักษะตลอดชีวิตที่เข้มงวด โดยมีระบบวัดผล 3 ขั้นตอน ตั้งแต่การสำรวจหลังจบหลักสูตร การติดตามผลใน 6 เดือน ไปจนถึงการวัดผลด้านการจ้างงานและรายได้จริง
- การผูกมัดงบประมาณกับผลลัพธ์: สถาบันฝึกอบรมจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐก็ต่อเมื่อผู้เรียนสามารถหางานทำได้จริง หากไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สถาบันจะสูญเสียสิทธิ์ในการรับเงินสนับสนุนทันที
นายพชรย้ำว่า นโยบายขยายอายุเกษียณของสิงคโปร์จะสำเร็จได้ต้องอาศัย 3 องค์ประกอบ คือ กฎหมายที่บังคับใช้ได้จริง, แรงจูงใจทางการเงินแก่ผู้ประกอบการ และระบบ Reskilling ที่มีประสิทธิภาพ
โจทย์หินของไทย: ความเหลื่อมล้ำและการศึกษา
อย่างไรก็ตาม นายพชรชี้ว่าไทยไม่สามารถลอกเลียนแบบสิงคโปร์ได้ทั้งหมด แต่ต้อง “ตัดชุดใหม่ให้พอดีตัว” เนื่องจากมีข้อจำกัดที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง:
- ภาระพึ่งพิงสูงขึ้น: ข้อมูลปี 2564 ระบุว่าวัยแรงงาน 100 คน ต้องดูแลผู้สูงอายุถึง 21 คน เพิ่มขึ้นจาก 13 คนในปี 2558 ขณะที่อัตราการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานลดลงเหลือ 68.7% ในปี 2566
- ข้อจำกัดด้านทักษะ: จุดอ่อนสำคัญคือผู้สูงอายุไทย 67.2% ไม่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา และมีเพียง 7.9% เท่านั้นที่จบระดับอุดมศึกษา ทำให้การฝึกทักษะแบบสิงคโปร์อาจเข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่
- แรงงานนอกระบบจำนวนมาก: รายงานจาก OECD ปี 2025 ระบุว่าไทยมีแรงงานนอกระบบสูงถึง 52.7% หรือราว 21.1 ล้านคน
นายพชรเสนอทิ้งท้ายว่า รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวคิดจากการรอให้คนมาหาหลักสูตร เป็นการนำระบบไปหาแรงงาน โดยเฉพาะการปรับเงื่อนไขการจ่ายเงินให้สถาบันฝึกอบรม จากเดิมที่นับจำนวนหัวผู้เข้าอบรม ต้องเปลี่ยนเป็นการวัดรายได้และการจ้างงานจริงหลังจบหลักสูตร เพื่อให้มั่นใจว่าทุนมนุษย์จะถูกลงทุนอย่างคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว

