เปิดภาพลวงตาหนี้ครัวเรือนไทย: สัดส่วนหนี้เสียลด แต่ลูกหนี้ยังตกชั้นต่อเนื่อง

สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 เผยให้เห็นภาพที่ซ้อนทับกันระหว่างตัวเลขหนี้เสียที่ดูเหมือนปรับตัวลดลง กับความเป็นจริงที่ลูกหนี้ยังคงเผชิญความเสี่ยงในการตกชั้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้สัดส่วนหนี้เสีย (NPL ratio) ดูลดลงนั้น มาจากการที่ธนาคารพาณิชย์เร่งตัดหนี้สูญ (Write-off) และการขายหนี้ (Sale) ออกไปมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) และสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ประกอบกับการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีส่วนช่วยชะลอการเกิดหนี้เสียได้ในระดับหนึ่ง
บริหารจัดการหนี้เชิงรุกท่ามกลางความไม่แน่นอน
ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) ให้มุมมองว่า การตัดหนี้สูญและการขายหนี้เป็นสิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ดำเนินการอยู่เป็นปกติ แต่ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ธนาคารต้องปรับตัวเข้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจากสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อีกทั้งมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจไม่สามารถรองรับการไหลไปเป็นหนี้เสียได้อย่างเท่าทัน
สถานะสินเชื่อ SME ยังคงเปราะบาง
ข้อมูลในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 ระบุว่า ยอดการปรับโครงสร้างหนี้เชิงป้องกัน (Pre-emptive Debt Restructuring: DR) อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท และยอดปรับโครงสร้างหนี้หลังเป็นหนี้เสีย (Trouble Debt Restructure: TDR) อยู่ที่ 7.2 หมื่นล้านบาท ในขณะที่กลุ่มสินเชื่อ SME มีหนี้เสียรวมประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นหนี้เสียใหม่ (New Entry NPLs) 5.2 หมื่นล้านบาท และหนี้เสียที่กลับมาเป็นซ้ำ (Re Entry NPLs) อีก 5.2 หมื่นล้านบาท
อัตราการเสื่อม (Migration) ของสินเชื่อ SME ยังคงอยู่ในทิศทางเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางเดิม ซึ่งสอดคล้องกับการหดตัวของสินเชื่อ SME ที่ลดลงถึง 4.6% ในไตรมาสที่ 2 และถือเป็นการหดตัวติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 16 สะท้อนถึงความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง สวนทางกับสินเชื่อรวมที่ขยายตัว 2% และสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัวถึง 6.6% จากความต้องการเงินทุนหมุนเวียน
ธปท. เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์
ทางด้านหน่วยงานกำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เตรียมมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้เพิ่มเติมไว้รองรับหากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการปรับเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์สามารถลดค่างวดให้แก่ลูกหนี้ได้อย่างเพียงพอเป็นการชั่วคราว



