รัฐบาลเร่งเครื่องแก้กฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง อุดช่องโหว่ปัญหาทิ้งงาน-เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 รัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าผลักดันการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาการทิ้งงานและเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการกับคู่สัญญาที่สร้างความเสียหายต่อประโยชน์ของส่วนรวมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ปรับเกณฑ์คัดเลือก เน้นคุณภาพมากกว่าราคาต่ำสุด
สาระสำคัญของการแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ คือการปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การคัดเลือกคู่สัญญา โดยหน่วยงานของรัฐจะพิจารณาจากประโยชน์ของทางราชการ วัตถุประสงค์ในการใช้งาน และศักยภาพในการปฏิบัติตามสัญญาของผู้ยื่นข้อเสนอเป็นสำคัญ แทนการยึดติดกับเกณฑ์ราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว ซึ่งที่ผ่านมามักพบปัญหาผู้ชนะการประมูลเสนอราคาต่ำแต่ไม่สามารถดำเนินงานได้จริง นำไปสู่การทิ้งงานหรือความล่าช้าในโครงการต่างๆ
ทั้งนี้ การพิจารณาจะครอบคลุมถึงปัจจัยด้านต่างๆ ประกอบกัน ได้แก่:
- ต้นทุนตลอดอายุการใช้งาน
- มาตรฐานของสินค้าและบริการ
- คุณภาพของบริการหลังการขาย
- การส่งเสริมพัสดุที่รัฐต้องการสนับสนุน
- ประวัติผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ
เพิ่มมาตรการจัดการคู่สัญญาและอำนาจการสั่งทิ้งงาน
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ได้เพิ่มเหตุผลในการบอกเลิกสัญญาและการขึ้นบัญชีเป็นผู้ทิ้งงานให้มีความครอบคลุมมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่คู่สัญญาปฏิบัติงานบกพร่องหรือผิดพลาดอย่างร้ายแรง จนส่งผลกระทบต่อหน่วยงานของรัฐ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชน หรือสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังมีการให้อำนาจหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่เป็นคู่สัญญา สามารถสั่งให้ผู้ยื่นข้อเสนอหรือคู่สัญญาเป็นผู้ทิ้งงานได้โดยตรง จากนั้นจึงดำเนินการแจ้งปลัดกระทรวงการคลังเพื่อเวียนรายชื่อเข้าสู่ระบบของกรมบัญชีกลาง ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยลดขั้นตอนความล่าช้าและป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่มีปัญหาไปเสนอราคาในโครงการของหน่วยงานอื่นได้อีก
สกัดการอุทธรณ์ไร้เหตุผล
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการกำหนดมาตรการป้องกันการใช้สิทธิอุทธรณ์โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เนื่องจากในปัจจุบันพบว่ามีการอุทธรณ์ในแทบทุกโครงการ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความล่าช้าของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ การแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้จึงมุ่งหวังที่จะสร้างความเป็นธรรมและรวดเร็วในการดำเนินโครงการเพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
