เจาะลึกโทษประหารชีวิตในไทย: ย้อนรอยคดีดังและสถานะปัจจุบันหลังปี 2561

ท่ามกลางกระแสสังคมที่มักเรียกร้องให้มีการลงโทษขั้นสูงสุดเมื่อเกิดคดีอุกฉกรรจ์หรือการกระทำผิดซ้ำซาก คำถามที่ว่าประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่หรือไม่จึงเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อเกิดคดีสะเทือนขวัญที่สร้างความโกรธแค้นให้แก่สาธารณชน
ย้อนรอยการประหารชีวิตครั้งล่าสุด
การประหารชีวิตครั้งสุดท้ายในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2561 โดยกรมราชทัณฑ์ได้ดำเนินการฉีดยานักโทษเด็ดขาด นายธีรศักดิ์ หลงจิ ในคดีฆ่าชิงทรัพย์อย่างทารุณเมื่อปี 2555 ที่จังหวัดตรัง ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกในรอบเกือบ 9 ปี นับตั้งแต่ไทยเปลี่ยนจากวิธีเป้ามาเป็นการฉีดยาในปี 2546
สถานะ “ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ”
ตามหลักสากล หากประเทศใดไม่มีการประหารชีวิตต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (De facto abolitionist) ดังนั้น หากประเทศไทยไม่มีการดำเนินการประหารชีวิตเพิ่มเลยนับจากปี 2561 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะดังกล่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 18 มิถุนายน 2571
ข้อมูลจากกรมราชทัณฑ์ (พฤษภาคม 2569)
ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์รายงานตัวเลขผู้ต้องขังที่ได้รับโทษประหารชีวิตรวมทั้งสิ้น 480 ราย แบ่งเป็นชาย 419 ราย และหญิง 61 ราย โดยจำแนกตามสถานะคดีดังนี้:
- คดีระหว่างอุทธรณ์: 439 คดี
- คดีระหว่างพิจารณาฎีกา: 13 คดี
- คดีเด็ดขาดถึงที่สุด: 28 คดี
คดีอุกฉกรรจ์ที่อยู่ในความสนใจของสังคม
แม้จะมีโทษประหารชีวิต แต่ในทางปฏิบัติยังไม่มีการประหารจริงเนื่องจากคดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรมหรือมีคำสั่งอื่นประกอบ เช่น:
- คดีปล้นร้านทองลพบุรี: นายประสิทธิชัย เขาแก้ว อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ประหารชีวิต
- คดีฆาตกรรมบนรถไฟ (ปี 2557): นายวันชัย แสงขาว ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ประหารชีวิต
- คดีอดีตผู้กำกับโจ้: ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิตเนื่องจากมีเหตุบรรเทาโทษ

