เทควันโดไทยกับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งหลังยุค ‘เทนนิส-พาณิภัค’

การแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการตามหาตัวตายตัวแทนของ “เทนนิส-พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ” เท่านั้น แต่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการวัดระดับความพร้อมของทีมเทควันโดไทยว่า สามารถก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงเพียงใด การขาดหายไปของนักกีฬาที่เป็น “หลักประกัน” เหรียญทองมาอย่างยาวนาน ทำให้ทีมต้องเผชิญกับโจทย์ที่ท้าทายกว่าเดิม
การปรับเปลี่ยนพิกัดน้ำหนักครั้งสำคัญ
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลกระทบโดยตรงคือ การใช้รุ่นน้ำหนักแบบเดียวกับโอลิมปิกในเอเชียนเกมส์เป็นครั้งแรก โดยฝ่ายชายแบ่งเป็น 58, 68, 80 และมากกว่า 80 กิโลกรัม ส่วนฝ่ายหญิงแบ่งเป็น 49, 57, 67 และมากกว่า 67 กิโลกรัม ซึ่งนักกีฬาไทยหลายคนต้องปรับตัวด้วยการลดหรือเพิ่มน้ำหนักเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ ตัวอย่างเช่น “อิม” พัชรกัญน์ พูลเกิด ที่ต้องขยับขึ้นมาแข่งในรุ่น 49 กิโลกรัม โดยต้องแบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นถึง 3 กิโลกรัม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความคล่องตัวและพละกำลัง
ความท้าทายของ ‘บัลลังก์ ทับทิมแดง’
บัลลังก์ ทับทิมแดง ยังคงเป็นความหวังสูงสุดของทีม แต่ในครั้งนี้เขาต้องเผชิญกับความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นจากการขยับขึ้นมาลงแข่งในรุ่น 68 กิโลกรัมเต็มตัว ซึ่งเป็นพิกัดที่เต็มไปด้วยคู่แข่งที่มีประสบการณ์และขนาดร่างกายที่ได้เปรียบ แม้จะมีดีกรีเป็นถึงแชมป์โลก แต่การเป็น “แชมป์เก่า” กลับทำให้เขาถูกคู่แข่งศึกษาแนวทางการเล่นอย่างละเอียด จนส่งผลต่อความมั่นใจ ซึ่งทีมงานได้ดึงนักจิตวิทยาการกีฬาเข้ามาช่วยปรับจูนความคิดเพื่อให้เขาสามารถโฟกัสกับสถานการณ์ตรงหน้าได้ดีขึ้น
กติกาใหม่กับเกมที่ต้องดุดันกว่าเดิม
กติกาใหม่ของเทควันโดในครั้งนี้เน้นการให้รางวัลกับอาวุธที่ยากและมีความเสี่ยงสูง โดยการหมุนตัวเตะศีรษะให้คะแนนสูงถึง 6 คะแนน โค้ชเช-ชัชชัย ชเว จึงกำชับให้นักกีฬาทุกคนเน้นการโจมตีที่ชัดเจนและดุดัน เพราะระบบเซนเซอร์จะทำหน้าที่ตัดสินแทนสายตามนุษย์ ทำให้นักกีฬาต้องแม่นยำทั้งในแง่ของแรงปะทะและจุดสัมผัส
ความหวังใหม่และอนาคตของทีมไทย
สำหรับรายชื่อนักกีฬาหญิงที่จะลงชิงชัยในครั้งนี้ ได้แก่ พัชรกัญน์ พูลเกิด, ณัฐกมล วาสนา, ศศิกานต์ ทองจันทร์ และ กัญจ์ณาลักษณ์ ชื่นชูกลิ่น ซึ่งถือเป็นแกนหลักสำคัญที่จะถูกต่อยอดไปสู่โอลิมปิก 2028 ทั้งนี้ การแข่งขันจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-3 ตุลาคม 2569 ณ โทโยฮาชิ ยิมเนเซียม จังหวัดไอจิ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีการชิงชัยรวม 11 เหรียญทอง (ต่อสู้ 8, พุมเซ่ 2, เวอร์ชวล เทควันโด 1)
บทสรุปของเอเชียนเกมส์ครั้งนี้จึงไม่ใช่การหาว่าใครจะเป็น “เทนนิสคนใหม่” แต่คือการพิสูจน์ว่า แม้จะสิ้นสุดยุคของนักกีฬาประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่ระบบการสร้างนักกีฬาของไทยยังคงแข็งแกร่งพอที่จะยืนหยัดในฐานะทีมระดับแถวหน้าของเอเชียได้หรือไม่

