ตม.ไทยรวบหนุ่มเกาหลีใต้ เครือข่ายแชร์ลูกโซ่ 'Lucky Nine' ตุ๋นเหยื่อ 250 ล้านบาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทย ประสบความสำเร็จในการจับกุมชายสัญชาติเกาหลีใต้ ทราบชื่อคือนายลิม (Lim) ผู้ต้องหาคนสำคัญระดับบริหารในเครือข่าย "Lucky Nine" ซึ่งถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฉ้อโกงประชาชนผ่านรูปแบบการลงทุน โดยมีเหยื่อหลงเชื่อกว่า 100 ราย และสร้างความเสียหายรวมกว่า 10,000 ล้านวอน หรือประมาณ 250 ล้านบาท
พฤติการณ์แห่งคดีและการหลอกลวง
จากการสืบสวนพบว่าเครือข่าย Lucky Nine มีการดำเนินงานในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการถึง 12 แห่งทั่วประเทศเกาหลีใต้ มีโครงสร้างองค์กรที่ซับซ้อนประกอบด้วยฝ่ายประสานงาน ฝ่ายไอที นักพัฒนาซอฟต์แวร์ และผู้จัดการด้านการเงิน กลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีการนำเสนอโครงการในรูปแบบ "ธุรกิจคาสิโน" เพื่อดึงดูดนักลงทุน โดยมีการแบ่งระดับสมาชิกตั้งแต่ 1 ดาวถึง 7 ดาว พร้อมเสนอผลตอบแทนในรูปแบบค่าคอมมิชชันสูงถึง 3% ถึง 21% ตามยอดเงินลงทุน
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเงินที่ได้มาไม่ได้ถูกนำไปลงทุนในธุรกิจที่สร้างกำไรจริง แต่ถูกนำไปใช้ในการพนันคาสิโนออนไลน์ในต่างประเทศ หรือนำไปจ่ายคืนให้แก่สมาชิกรายเก่าด้วยเงินของสมาชิกรายใหม่ตามรูปแบบของแชร์ลูกโซ่
การหลบหนีและปฏิบัติการจับกุม
นายลิมเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ด้วยวีซ่า 90 วัน ซึ่งมีกำหนดอนุญาตให้อยู่ได้ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2568 อย่างไรก็ตาม หลังจากวีซ่าหมดอายุ นายลิมได้พยายามหลบหนีการจับกุมโดยย้ายที่พักจากจังหวัดภูเก็ตมายังคอนโดมิเนียมหรูในจังหวัดนนทบุรี กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองสามารถติดตามจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569
จากการตรวจค้นห้องพัก เจ้าหน้าที่ยึดของกลางประกอบด้วย โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง บัตรเครดิต 2 ใบ และแท็บเล็ต 1 เครื่อง ซึ่งจะถูกส่งมอบให้กับทางการเกาหลีใต้เพื่อใช้เป็นหลักฐานขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป
มาตรการทางกฎหมาย
นายลิมยอมรับสารภาพว่าตนเป็นบุคคลตามหมายจับของประเทศเกาหลีใต้และหมายจับของอินเตอร์โพลจริง อีกทั้งยังยอมรับว่าอยู่ในประเทศไทยเกินกำหนดอนุญาต (Overstay) มาเป็นเวลา 260 วัน โดยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทางกฎหมายในประเทศไทยแล้ว ทางการไทยจะดำเนินการส่งตัวนายลิมกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศเกาหลีใต้ตามขั้นตอน
พล.ต.ต. พันธนะ นุชนารถ รองผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ระบุว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มุ่งเน้นความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงทั้งในและต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่เป็นที่หลบซ่อนของอาชญากรข้ามชาติ และจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับชาวต่างชาติที่ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงและสังคม

