“ยศชนัน” ชู “นครพนมโมเดล” ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน

นายยศชนัน ประกาศวิสัยทัศน์เดินหน้าขับเคลื่อน “นครพนมโมเดล” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับจังหวัดนครพนมให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ (Wellness Hub) และเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอินโดจีน โดยมุ่งเน้นการพลิกโฉมบทบาทของมหาวิทยาลัยให้เป็นมากกว่าสถานศึกษา แต่ต้องเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้กับนักศึกษาตั้งแต่วันแรกที่เข้าสู่ระบบการศึกษา
สร้างรายได้ระหว่างเรียนผ่าน Local Enterprise
แนวคิดหลักคือการปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้เป็น “พื้นที่แห่งโอกาส” (Space of Opportunity) สำหรับคนทุกช่วงวัย นายยศชนันเน้นย้ำว่า การรอให้เรียนจบแล้วจึงเริ่มมีรายได้เป็นแนวคิดที่ต้องปรับปรุง โดยมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนให้เกิดการทำธุรกิจแบบ Local Enterprise เพื่อให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และสร้างรายได้ไปพร้อมกันโดยไม่ต้องพึ่งพาครอบครัวเพียงอย่างเดียว
ถอดบทเรียนความสำเร็จและต่อยอดนวัตกรรม
ความสำเร็จที่ผ่านมาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของงานวิจัยที่ลงสู่พื้นที่จริง เช่น โครงการกลุ่มสตรี อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยแปรรูปสินค้าและหาตลาดใหม่ จนสามารถยกระดับรายได้เฉลี่ยของกลุ่มสตรีให้สูงถึงกว่า 30,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้ ยังเตรียมเปิดศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) ร่วมกับโครงการ Startup Thailand League เพื่อเชื่อมโยงไอเดียของกลุ่ม SMEs และนักศึกษากับนักลงทุนเอกชนโดยตรง เพื่อสร้างแหล่งเงินทุนใหม่นอกเหนือจากการกู้ยืมธนาคาร
การศึกษาเพื่อทุกคนและระบบ Micro-credit
ในด้านสังคม มหาวิทยาลัยเตรียมผลักดันระบบ Micro-credit เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง ผู้ขาดโอกาสทางการศึกษา รวมถึงผู้ที่เคยผ่านการบำบัดจากทัณฑสถาน สามารถเข้ามาเรียนรู้และสะสมหน่วยกิตผ่านการอบรมวิชาชีพท้องถิ่น เพื่อนำไปพัฒนาบ้านเกิดหรือเทียบโอนเข้าสู่ระบบการศึกษาในอนาคต
บูรณาการข้ามศาสตร์สู่ Living Lab
สำหรับการขับเคลื่อน Wellness Hub จะเป็นการบูรณาการความร่วมมือข้ามคณะ ทั้งคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และบริหารธุรกิจ เพื่อเปลี่ยนเมืองให้เป็น “Living Lab” หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรม โดยมั่นใจว่าการดึงดูดผู้คนให้เข้ามาและอยู่ต่อในนครพนมได้นานขึ้น จะช่วยสร้างกระแสเงินหมุนเวียนมหาศาล และทำให้มหาวิทยาลัยนครพนมกลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน



