เปิดปม 'หมิงเฉิน ซัน' ชายสองสัญชาติซุกคลังแสงสงคราม หลังอุบัติเหตุรถคว่ำเผยพิรุธสวมสิทธิ์ทะเบียนบ้าน

เหตุการณ์การจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากที่เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งนำไปสู่การตรวจค้นและพบอาวุธสงครามรวมถึงอุปกรณ์ทางทหารจำนวนมหาศาลซุกซ่อนอยู่ภายในรถ
คลังแสงอาวุธสงครามในครอบครอง
จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก ประกอบด้วย:
- อาวุธปืน: ปืนเล็กยาว M16 จำนวน 2 กระบอก และปืนสั้น Glock จำนวน 1 กระบอก
- เครื่องกระสุน: กระสุนขนาด 5.56 มม. กว่า 790 นัด และกระสุนขนาด 9 มม.
- วัตถุระเบิด: กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 จากรัสเซีย 4 ลูก และระเบิดขว้างชนิดต่างๆ จากเกาหลี พม่า และแบบ BA/WA รวม 6 ลูก
- อุปกรณ์ทางทหารอื่นๆ: เสื้อเกราะกันกระสุน 3 ตัว หน้ากากกันแก๊สพิษพร้อมไส้กรอง และน้ำมันเบนซินสำรอง 80 ลิตร
ประวัติการเดินทางและสถานะบุคคลที่ซับซ้อน
จากการตรวจสอบประวัติพบว่า นายหมิงเฉินเดินทางเข้าประเทศไทยครั้งแรกในปี 2020 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวและมีการเข้าออกประเทศบ่อยครั้ง ล่าสุดกลับเข้าไทยเมื่อเดือนมกราคม 2569 โดยใช้สิทธิ์วีซ่า Re-entry สำหรับผู้ถือวีซ่าระยะยาวที่พำนักได้ถึง 5 ปี นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ต้องหาถือหนังสือเดินทางถึง 2 สัญชาติ คือ จีน และ กัมพูชา
ประเด็นที่สร้างความกังวลอย่างยิ่งคือการพบสถานะบุคคลที่ทับซ้อนกัน โดยเจ้าหน้าที่พบว่าผู้ต้องหามีบัตรประจำตัวบุคคลไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) และมีชื่อปรากฏในทะเบียนบ้านย่านคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โดยมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลักที่ขึ้นต้นด้วยเลข 6 ซึ่งเป็นการย้ายมาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อปลายปี 2566 ซึ่งขณะนี้ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบว่าเป็นการสวมสิทธิ์หรือเป็นการออกเอกสารโดยมิชอบหรือไม่
ยกระดับเป็นคดีความมั่นคง
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ยกระดับการสอบสวนเป็นคดีด้านความมั่นคง เนื่องจากพบข้อมูลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของผู้ต้องหาที่ระบุถึงการค้นคว้าเรื่องอาวุธระเบิดอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีวิดีโอหลักฐานที่บ่งชี้ว่าผู้ต้องหาอาจเคยผ่านการฝึกใช้อาวุธหรือยุทธวิธีในต่างประเทศมาก่อน
แม้ว่าในเบื้องต้นผู้ต้องหาจะกล่าวอ้างว่าตนมีอาการทางจิตเวช แต่ทางตำรวจยังไม่ตัดประเด็นเรื่องการวางแผนก่อเหตุร้ายทิ้ง โดยจะมีการประสานงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้าร่วมประเมินอาการและยืนยันข้อเท็จจริงต่อไป



