ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 3-4% เซ่นพิษศึกสหรัฐฯ-อิหร่าน เสี่ยงปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นกว่า 3-4% ในวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 ท่ามกลางความกังวลเรื่องความมั่นคงของเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ราคาน้ำมันดิบดีดตัวแรง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.34 ดอลลาร์ หรือคิดเป็น 3.08% มาอยู่ที่ระดับ 78.35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยในระหว่างวันราคาเคยพุ่งขึ้นไปสูงถึงกว่า 4.5% ในขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.21 ดอลลาร์ หรือ 3.09% มาอยู่ที่ 73.62 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นจากกรณีที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านได้โจมตีเรือพาณิชย์ลำหนึ่งในช่องแคบฮอร์มุซจนเกิดเพลิงไหม้ ส่งผลให้ลูกเรือต้องสละเรือ จากเหตุดังกล่าวทำให้อิหร่านประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซชั่วคราวเพื่อตอบโต้การแทรกแซงของสหรัฐฯ แม้กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ จะออกมายืนยันว่าช่องแคบดังกล่าวยังคงเปิดให้เรือที่เดินทางอย่างถูกกฎหมายผ่านได้ตามปกติ แต่ข้อมูลจากบริษัทติดตามการเดินเรือ Kpler พบว่าเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีเรือผ่านช่องแคบนี้เพียง 6 ลำ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดในรอบ 5 สัปดาห์
ความตึงเครียดดังกล่าวยังขยายวงกว้างขึ้น หลังจากอิหร่านโจมตีเป้าหมายในประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ทั้งในกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อตอบโต้การโจมตีจากฝั่งสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ผลกระทบต่อตลาดหุ้นเอเชีย
ความไม่สงบดังกล่าวส่งผลกระทบในเชิงลบต่อตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชีย โดยตลาดหุ้นโตเกียวปรับตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอุปกรณ์ผลิตชิปอย่าง Advantest และ Tokyo Electron ที่ร่วงลงมากกว่า 1% นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้, สิงคโปร์, เวลลิงตัน และจาการ์ตา ต่างปรับตัวลดลงเช่นกัน มีเพียงตลาดหุ้นฮ่องกง, ไทเป และมะนิลา ที่สามารถปิดในแดนบวกได้เพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาดูการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกและธนาคารยักษ์ใหญ่ในวอลสตรีทอย่างใกล้ชิดในสัปดาห์นี้ อาทิ TSMC, ASML, JPMorgan, Bank of America และ Goldman Sachs เพื่อประเมินทิศทางและแนวโน้มเศรษฐกิจโลกท่ามกลางสถานการณ์ที่ผันผวนนี้
