ม็อบโบโลญญาเดือด! ปะทะตำรวจเจ็บ 60 นาย ปมชายโมร็อกโกดับขณะถูกจับกุม

สถานการณ์ความไม่สงบในเมืองโบโลญญา ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงออกมารวมตัวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ นายอับเดอร์ราฮิม ฟากีร์ ชายชาวโมร็อกโกที่เสียชีวิตในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเหตุการณ์ประท้วงครั้งนี้บานปลายจนเกิดการปะทะกันอย่างหนัก ส่งผลให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บมากกว่า 60 นาย
ชนวนเหตุความตายและการสอบสวน
เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2569 โดยนายฟากีร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในอิตาลีมานานกว่า 30 ปี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายเข้าควบคุมตัวหลังจากได้รับแจ้งว่าเขามีพฤติกรรมผิดปกติและมีการเตะประตูโรงรถ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สร้างความไม่พอใจให้กับสาธารณชนอย่างรุนแรงคือภาพจากคลิปวิดีโอที่ปรากฏในภายหลัง ซึ่งแสดงให้เห็นเหตุการณ์ขณะตำรวจ 2 นายกดร่างนายฟากีร์ไว้กับพื้นในลักษณะคว่ำหน้า โดยมีพลเรือนช่วยจับขาและเจ้าหน้าที่กู้ชีพอยู่ในบริเวณดังกล่าวด้วย แม้นายฟากีร์จะร้องขอให้หยุดและหมดสติไปในเวลาต่อมา แต่เจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินการมัดข้อมือข้อเท้าและมีการตบแก้มก่อนจะพบว่าเขาไม่รู้สึกตัวแล้ว
ล่าสุด อัยการเมืองโบโลญญาได้เปิดการสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่อยู่ในเหตุการณ์ ในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา” เพื่อหาข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ท่าทีจากฝ่ายต่างๆ
ทางด้านครอบครัวของผู้เสียชีวิตและพยานในเหตุการณ์ยืนยันว่า นายฟากีร์ไม่มีอาวุธและไม่ได้มีพฤติกรรมข่มขู่ใคร พร้อมเรียกร้องให้มีการเปิดเผยความจริงและมองว่าเขาควรได้รับความช่วยเหลือมากกว่าการใช้ความรุนแรง
นายมัตเตโอ เลโปเร นายกเทศมนตรีเมืองโบโลญญา ได้ออกมาแสดงความตกใจต่อคลิปวิดีโอที่ปรากฏ พร้อมประกาศสนับสนุนการประท้วงอย่างสงบ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ประณามกลุ่มผู้ประท้วงที่ใช้ความรุนแรง
ในส่วนของรัฐบาล นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสอบสวนหาความจริงอย่างถี่ถ้วน แต่ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่มีสิ่งใดสามารถสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายได้” อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าพยายามปกป้องเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมเปรียบเทียบคดีนี้กับเหตุการณ์ทรมานและเสียชีวิตระหว่างควบคุมตัวในอดีต รวมถึงกล่าวหาว่ากลุ่มการเมืองฝ่ายขวาของนางเมโลนี พยายามนำแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (ICE) มาปรับใช้ในอิตาลี
